ทัวร์คาบสมุทรไอบีเรีย ทัวร์คาบสมุทรไอบีเรีย ทัวร์ไอบีเรีย ไอบีเรีย
ข้อมูลท่องเที่ยว
ทัวร์ยุโรป : สเปน
ทัวร์คาบสมุทรไอบีเรีย,ทัวร์คาบสมุทรไอบีเรีย,ทัวร์ไอบีเรีย,ไอบีเรีย

เที่ยวคาบสมุทรไอบีเรีย

1.เริ่มที่สเปน

SPAIN

สเปนเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมแปลกกว่าเมืองอื่นๆในยุโรปค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเวลาเปิดปิดของร้านรวงและร้านอาหารจึงขอแนะนำคร่าวๆดังนี้

ฤดูท่องเที่ยว

สเปนเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล และด้วยความเป็นประเทศทางใต้ของยุโรป จึงมีอุณหภูมิไม่หนาวจัดมากในหน้าหนาว ช่วงที่แนะนำในการท่องเที่ยวคือ

                *ปลายฤดูหนาว เข้าใบไม้ผลิ (ปลายมีนาคม-พฤษภาคม) สำหรับคนชอบหนาวที่ยังคงเหลือและโรงแรมราคาถูก

                *ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม) สำหรับคนชอบความร้อนของยุโรปอยากใส่ขาสั้น กระโปรงเดรส รองเท้าแตะแบบคีบ และไม่สนใจจำนวนคนที่เยอะ

*ฤดูใบไม้ร่วง-ต้นฤดูหนาว (กันยายน-พฤศจิกายน) สำหรับคนอยากเที่ยวปลายปี อากาศกำลังเย็นและโรงแรมก็ไม่แพงเช่นกัน

*ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) อากาศขมุกขมัว กลางวันสั้นมาก ฝนตกเฉอะแฉะ และหนาว

ความปลอดภัยในการท่องเที่ยว

1.เก็บเอกสารสำคัญในเซฟของโรงแรมทันทีที่เข้าพัก หรือหากไม่มีให้เก็บเงินส่วนมากและเอกสารดังกล่าวในกระเป๋าเข็มขัดแนบตัว (รัดหรือสะพายแนบกับตัวแล้วสวมเสื้อทับ) อย่าเก็บของมีค่าไว้ในกระเป๋าถือหรือสะพาย แต่ให้พกเงินสดจำนวนที่พอจะใช้ในการเดินเล่นแต่ละครั้งไว้ในกระเป๋ากางเกง เช่น ประมาณ 30 ยูโร สำหรับซื้อน้ำซื้อขนม

2.สังเกตและระวังคนที่มองเรา เพราะโดยปกติ คนมักสนใจเฉพาะเรื่องของตัวเอง แต่หากมีใครมาสนใจเราเป็นพิเศษ โปรดคิดในแง่ร้ายไว้ก่อนเลย

เงินตรา สกุลยูโร

วันหยุด

สเปนไม่เหมือนประเทศอื่นๆ ในยุโรปที่คนท้องถิ่นมักปรับตัวรับการท่องเที่ยวโดยเปิดร้านตลอดปี แต่ที่นี่เมื่อถึงเวลาปิดเขาก็จะปิด ไม่สนใจว่าคุณจะเดินทางข้ามโลกมาแล้วเจอร้านปิดทั้งเมืองทางที่ดีวางแผนเสียก่อนโดยอิงจากวันหยุดดังนี้

วันจันทร์-อังคาร มักเป็นวันหยุดของพิพิธภัณฑ์ในยุโรป ดังนั้นควรตรวจสอบและวางแผนการเดินทางให้ดี

สเปนเป็นประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกอย่างเข้มงวด ดังนั้นร้านค้าต่างๆและสถานที่สำคัญจึงมักหยุดในวันสำคัญทางศาสนาด้วย เช่น เทศกาลอีสเตอร์

วันหยุดของสเปนมีดังนี้

1 มกราคม (วันปีใหม่)

6 มกราคม (วันเอฟิฟานี่ Ephiphany หรือวันแห่งการกำเนิดพระเจ้า)

19 มีนาคม (วันพ่อ)

อีสเตอร์ ประมาณปลายมีนาคมหรือต้นเมษายน ต้องดูปฏิทินประจำปีอีกครั้ง

1 พฤษภาคม (วันแรงงาน)

2 พฤษภาคม (วันศาสนา Fiesta de la Comunidad de Madrid)

15 สิงหาคม (วันอัสสัมชัญ)

12 ตุลาคม (วันโคลัมบัส)

1 พฤศจิกายน (วันเทพเจ้า)

6, 8 และ 25 ธันวาคม (วันรัฐธรรมนูญ วันพระนางมารี และวันคริสต์มาส)

 

 

เวลาเปิดปิดของร้าน

เที่ยวสเปนต้องปรับตัวให้เข้ากับวิถีท้องถิ่นมากกว่าที่อื่น คนที่นี่ยังยึดถือเวลาปิดเปิดร้านแบบโบราณ คือ ปิดยาวในช่วงบ่าย ทั้งร้านอาหารและร้านค้า

ร้านค้าย่อย

จันทร์-ศุกร์ มักเปิดช่วงเช้าประมาณ 9.30-13.30 น. ปิดยาวตอนบ่าย และเปิดอีกทีประมาณ 17.00-20.00 น. หากเป็นฤดูร้อนจะเปิดนานกว่านั้น เสาร์มักเปิดครึ่งวันเช้า และปิดวันอาทิตย์ทั้งวัน แต่ห้างสรรพสินค้า หรือร้านค้าขนาดใหญ่มักไม่ปิดตอนบ่าย เสาร์เปิดทั้งวัน และเปิดอาทิตย์แรกของเดือนหรือทุกอาทิตย์ในธันวาคมจนถึงวันที่ 5 มกราคม ซึ่งทั้งหมดนี้อาจเปลี่ยนแปลงคือเปิดมากขึ้นสำหรับร้านที่อยู่ใกล้ย่านท่องเที่ยว ร้านอาหารจีนบางร้านในเมืองใหญ่เปิดตลอดทั้งวันจึงเป็นที่พึ่งได้ดี

ร้านอาหาร

อันนี้มีปัญหามากสำหรับคนเดินเล่นแล้วเกิดหิวช่วงบ่าย เพราะจะหาอะไรกินไม่ได้ ร้านอาหารที่สเปนเปิดขายกลางวัน 13.30-16.00 น. แล้วเปิดขายอีกทีตอนเย็นประมาณ 19.30-20.00 น. และเปิดยาวไปจนถึงตีสามตีสี่ ซึ่งเป็นการทานอาหารดึกเป็นวัฒนธรรมของสเปน จนมีการพูดว่า late dinner

มาดริด

Madrid

คงไม่ใช่เรื่องแปลก หากคนที่คิดจะเดินทางรวบสามประเทศยุโรปใต้แห่งคาบสมุทรไอบีเรียจะเริ่มต้นที่มาดริดก่อน เมืองหลวงของสเปนอันเป็นศูนย์รวมของหลายสิ่ง โดยเฉพาะสนามบินใหญ่ที่สามารถติดต่อกับประเทศไทย หรือประเทศในยุโรปอื่นๆเป็นจุดเริ่มต้นที่สะดวก และหากต้องการซื้อของฝากกลับบ้าน ราคาค่าครองชีพที่ต่ำกว่าของเมืองนี้ เมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆในยุโรป ก็น่าจะทำให้ขาช้อปถูกใจได้ง่ายๆ แต่ด้วยความเป็นเมืองหลวงของประเทศที่มีความหลากหลายอย่างสเปน มาดริดจึงเป็นมากกว่าจุดพักแวะ แต่เป็นเมืองหนึ่งที่ควรแวะเที่ยว ดูบ้านเมืองพิพิธภัณฑ์ได้อย่างอิ่มเอมใจอีกด้วย

 

เมืองเก่ามาดริด

การเที่ยวยุโรปส่วนมาก ก็คือการเที่ยวไปในอดีต ดังนั้นแหล่งท่องเที่ยวของเมืองต่างๆ ในทวีปนี้จึงอยู่ที่เมืองเก่า (Old Quarter) อันเป็นแหล่งรวมของอร่อยแห่งอดีตที่มักทำให้เราตื่นตาตื่นใจได้เสมอ

มาดริดอาจไม่ได้สวย หรือโรแมนติกเท่าเมืองยุโรปอื่นๆ แต่เมืองนี้มีจุดเด่นที่พิพิธภัณฑ์ชั้นนำ ตลาดอาหาร ร้านขนม ร้านทาปาส และผู้คนที่น่ารักมากๆ

เรื่องของมาดริด

ก่อนย้ายมาที่มาดริด เมืองหลวงเก่าของสเปนอยู่ที่โทเลโด (Toledo) ประมาณ 90 กิโลเมตร ทางตะวันตกเฉียงใต้ ก่อนมาเป็นเมืองหลวง มาดริดเป็นเมืองผ่านไปยังเมืองอื่นๆของสเปน และเมื่อมาตั้งรกรากนั้น เมืองนี้มีพื้นที่เพียง 9 เฮกเตอร์ และได้ชื่อมาจากธารน้ำเล็กๆอันเป็นกิ่งของแม่น้ำ Manzanares ที่ไหลผ่านเมือง ตั้งแต่เริ่มแรกเมืองนี้ปกครองโดยกษัตริย์มาตลอด จาก King Alfonzo IV ในศตวรรษที่ 11 เมื่อมาดริดเปลี่ยนจากเมืองมุสลิมมาเป็นเมืองคริสต์ มัสยิดหลายแห่งถูกปรับสร้างเป็นโบสถ์ แต่แขกมัวร์ ชาวยิว และชาวคริสต์ก็ยังสามารถอยู่ร่วมกันได้

หลังจาก King Alfonzo IV แล้ว ราชวงศ์กษัตริย์ของสเปนเปลี่ยนเป็นราชวงศ์ฮับส์บรูกส์ (Habsburg Dynasty) ต่อด้วยตระกูลบูร์บง (Houres of Bourbon) ซึ่งสมัยนี้ที่มาดริดกลายเป็นเมืองหลวงอย่างแท้จริงเพราะกษัตริย์ Philip II ย้ายวังจากโทเลโดมาอยู่ที่นี่ และทำให้มาดริดเป็นศูนย์กลางทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างแท้จริงและเป็นทางการ

ยุคทองของมาดริดเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 18 เมื่อกษัตริย์ Charles III ผู้เป็นกษัตริย์อันดับที่ 4 ของราชวงศ์บูร์บงสั่งสร้างและพัฒนาเมืองครั้งใหญ่ ตั้งแต่ถนนหนทาง จัตุรัส ไฟสว่าง ระบบกำจัดของเสีย ทางเดินและยังสร้างอนุสรณ์อีกมากมายที่ยังคงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน เช่น พระราชวังหลวง (Royal Palace) ประตูเมือง Puerta de Alcala น้ำพุ Cibeles และน้ำพุ Neptuno ที่ทำการไปรษณีย์ ถนน Paseo del Pradp และสวนพฤษชาติ

แต่ความเจริญดังกล่าวต้องสิ้นสุดลง เมื่อเกิดสงครามเพนินซูล่าขึ้นในปี ค.ศ. 1808 และสงครามกลางเมืองของสเปนเองระหว่างกลุ่มชาตินิยมและสาธารณรัฐนิยม ในปีค.ศ. 1936 ซึ่งความเห็นต่างนี้เองเป็นเชื้อเร่งการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และยังเป็นร่องรอยแห่งความแตกแยกของคนสเปนมาจนถึงในปัจจุบัน

เที่ยวเมืองเก่ามาดริด

 เมืองเก่ามาดริดมีที่เที่ยวน่าสนใจมากมาย แต่ขอแบ่งเป็น 2 โซนดังนี้

 

1.โซนพลาซ่ามายอร์

ไม่ว่าจะพักอยู่ในเขตไหนในมาดริดให้ขึ้นรถใต้ดินมาลงสถานี Sol อันเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งในเมืองเก่า ขึ้นบันไดมาที่นี่ปุ๊บก็จะเห็นถนนเล็กๆ อันเป็นเสมือนประตูเมืองเข้าสู่เขตเมืองเก่าทันที นอกจากจะเป็นแหล่งสถาปัตยกรรมเก่าแก่เอกลักษณ์ของเมืองแล้ว ยังเป็นแหล่งช้อปปิ้ง เพราะมีร้านค้าและห้างสรรพสินค้าแห่งเดียวของสเปน ซึ่งก็คือ “เอลคอร์ติงเกลส” (El Cortelngles) ตั้งอยู่ด้วย กิจกรรมแนะนำมีดังนี้

-เดินดูเมืองและตึกรามบ้านช่องบนถนน Calle Mayor และ Calle del Arenal ค่อยๆลัดเลาะเข้าตรอกซอกซอยเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยร้านค้าตั้งแต่ร้านขายของที่ระลึก ของสะสม จุกจิก ขนม และอาหาร โดยเฉพาะร้านทาปาสที่มีมากมายในย่านนี้

-แวะร้านขนม La Mallorquina อันเก่าแก่ หน้าร้านติดป้ายไว้ว่าตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1894 หากเดินมาจากสถานี Sol จะไม่มีวันพลาดแน่นอนเพราะร้านตั้งอยู่หน้าทางขึ้นเลย ขายขนมเบเกอรี่แบบยุโรปมากมาย เช่น ครีมโรล คุกกี้แบบต่างๆ พายกรอบ ช๊อคโกแลตทรัฟเฟิล แซนด์วิชแฮม โดนัท ฯลฯ มีเคาน์เตอรืขายน้ำให้ยืนเกาะ ร้านนี้เป็นที่พึ่งของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เพราะไม่ปิดช่วงบ่ายเหมือนร้านอาหารอื่นๆ

-เดินเรื่อยต่อไปจนถึง Plaza Mayor จัตุรัสเก่าแก่ขนาดใหญ่ของมาดริด สร้างสมัยศตวรรษที่ 17 เป็นแหล่งรวมร้านอาหารมากมาย แต่ราคาอาจต้องทำให้แกล้งเมินร้านน่านั่งเหล่านั้น ที่นี่ยังเหมาะแก่การเดินเนินรอบๆ ดูนักแสดงที่มักทำตัวเป็นหุ่นแปลกๆทุกวัน (เว้นวันฝนตก) หรือไม่ก็ถ่ายภาพคู่กับอนุสาวรีย์ของกษัตริย์ Philip III ที่สร้างเมื่อปี 1848 ตรงกลางจัตุรัส และนึกภาพอดีตตลาดสด สนามชนวัว และสถานที่สอบสวนและประหารผู้คนในสมัย Inquisition ของสเปนด้วย

-ตามตรอกซอกซอยรอบๆจัตุรัสยังมีร้านของสะสมเล็กๆมากมาย เช่น แสตมป์รูปนักบวช ภาพวาดศาสนาคริสต์สวยๆ

-หากหลงหรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแวะไปที่สำนักงานการท่องเที่ยวที่เปิดให้บริการอยู่ ตรงจัตุรัสฝั่งถนน Calle Mayor มีแผนที่แจกและพนักงานคอยตอบคำถาม

เดินเรื่อยออกมาจากจัตุรัสท่างด้านหลัง ตรอก Calle Ciudad Rodrigo มองไปด้านซ้ายจะเห็นตลาดซานมิเกล (Mercado de San Miguel) หน้าตาเหมือนกล่องกระจกขนาดใหญ่ที่บรรจุร้านอาหารขนาดเล็กๆสไตล์ทาปาสไว้เต็ม มีร้านราว 20 ร้าน ทั้งทาปาส อาหารทะเล แฮม หอยนางรมสดๆ (เสิร์ฟคู่กับไวน์ขาวหรือแชมเปญ) เบเกอรี่ ทาร์ตไข่ ขนมปังแบบโปรตุเกส (ที่มักทำจากไข่แดงล้วนประมาณเดเยวกับทองหยิบทองหยอดบ้านเรา) ช็อกโกแลต ชีสนานาประเภท ขนมปังอบใหม่ พิซซ่าชิ้นเล็กเหมาะมือ กาแฟและเครื่องดื่มแก้หนาวทั้งหลาย เช่น ช็อกโกแลตร้อน สามารถซื้อแล้วไปนั่งทานที่โต๊ะกลางตลาด หรือยืนเกาะเคาน์เตอร์ของบางร้านได้เลย แนะนำให้ไปเร็วหน่อยเพราะคนเยอะมากๆตลอดเวลา

-แนะนำร้านอาหารทะเลหน้าตลาดที่เขียนป้ายว่า Cerveceria (ร้านเบียร์) หมายนเลขร้าน 38 ร้านนี้เสิร์ฟอาหารทะเล เช่น หอยแมลงภู่อบ กุ้งต้ม-ย่าง สตูอาหารทะเล หรือทาปาสอาหารทะเลหน้าทูน่าย่าง หน้าปลาคอดฉีก ทานกับเบียร์สด ทางสองคนสั่งสามสี่อย่างพร้อมเครื่องดื่มบิลมาประมาณ 16-20 ยูโร

-ด้านหลังตลาดมีร้านทาปาสร้านนึงเหมาะสำหรับคนชอบแฮมฮามอนของสเปน (Jamon) ที่ทำจากขาหมูดองเกลือตากลม ทานโดยการฝานบางๆออกมาทีละชิ้น ร้านนี้ขายทาปาสแบบนั้นหลายแบบ หลังร้านนี้อีกทีคือร้านขายเครื่องดื่มมีกาแฟเอสเปรสโซสุดเข้มสะใจขายเพียงช็อตละ 1 ยูโร เท่านั้น

-หากเป็นคนชอบรับประทานหอยนางรมสดคู่กับแชมเปญหรือไวน์ขาว แนะนำร้านหนึ่งตรงกลางตลาดคนต่อคิวเยอะตลอดเวลา

-ด้านหน้าตลาดมีร้านขายผลไม้ร้านหนึ่ง ที่เด่นเห็นทันทีเมื่อเดินเข้ามา ร้านนี้ขายของตามฤดูกาล วิธีซื้อคือห้ามหยิบเอง หรือห้ามบีบจับเป็นอันขาด ให้ชี้ว่าอยากทานอะไรเขาจะหยิบชั่งกิโลให้ (หน่วยการชั่ง = กิโลกรัม เหมือนบ้านเรา) ร้านนี้เหมาะมากเป็นแหล่งตุนเสบียงหากไม่อยากออกจากโรงแรมมาทานอาหารตอนกลางคืน หรือไม่อยากทานอาหารมื้อเย็นหนัก ซื้อผลไม้และขนมปังฝรั่งเศสจากร้านใกล้ๆกลับไปทานก็ได้

 

 

Mercado de San Miguel

เวลาเปิด อาทิตย์-พุธ 10.00-22.00 น. // พฤหัส-เสาร์ 10.00-02.00 น.

ทาปาส (Tapas)

                ความทุกข์ยากของมนุษย์มักเป็นต้นกำเนิดแห่งความคิดดีๆเสมอ เมื่อหลายร้อยปีก่อนที่ชาวสเปนกำลังกร่ำไวน์เคล้าอาหารว่างกันอยู่ในตอนเย็น ความที่อากาศประเทศนี้ค่อนข้างร้อนทำให้มีแมลงวันและยุงมาตอมและหล่นลงในแก้วไวน์ให้เป็นที่น่ารำคาญ เจ้าของบาร์ในเมืองเซวิลแคว้นแอนดาลูเซียทางตอนใต้ของประเทศ เลยนำอาหารชิ้นเล็กๆเช่น ชีส แฮม ขนมปัง เสิร์ฟปิดปากแก้วไวน์มาด้วย ทำให้เกิดคำที่เรียกว่า ‘tapar’ ภาษาสเปนที่แปลว่า “ปิด” เกิดขึ้น หลังจากนั้นเป็นต้นมาวัฒนธรรมทาปาร์ก็แพร่กระจายไปทั่วประเทศ

ทาปาสสามารถเป็นอาหารอะไรก็ได้ เสิร์ฟชิ้นเล็กๆและทานคู่กับเครื่องดื่ม เช่น ไวน์ เบียร์ หรือแม้กระทั่งเหล้าเชอร์รี่ โค้ก น้ำเปล่า หรือโซดา

ทุกเมืองของสเปนมีบาร์ทาปาสไว้บริการทั้งนั้น ที่มาดริดแนะนำตลาดซานมิเกล ถนน (Calle) Cava Baja และถนน (Calle) Cava Alta (ที่อยู่ขนานกันในย่านเมืองเก่า) ที่มีร้านทาปาส ร้านอาหาร และบาร์หนาแน่น

ทาปาสยอดนิยม

นอกจากบรรดาขนมปังหน้าต่างๆแล้ว แฮม ชีส และปลาแล้ว ทาปาสมักประกอบด้วย

Bacalao ปลาคอดดองเกลือแล่บางๆ เสิร์ฟบนขนมปังพร้อมมะเขือเทศ

Banderillas ของดองคละชนิดเสียบไม้ เช่น แตงกวาลูกเล็ก หัวหอม มะกอก พริก บางครั้งอาจมีแองโชวี่ด้วย

Calamares ปลาหมึกหั่นแว่นชุบแป้งทอด เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า rabas

Chorizo al vino ไส้กรอกโชริโซ่ ตุ๋นไวน์

Croquetas โครเกต์ มันฝรั่งบด ชุบเกล็ดขนมปังทอด

Gambas กุ้งผัดซอสพริกไทยอ่อน กระเทียม และพริกตุ้ม

Mejillones rellenos หอยยัดไส้รสเผ็ด บางครั้งเรียกว่า tigres

Papas Arrugdas มันฝรั่งต้มเหี่ยว คือนำไปต้มน้ำเกลือเค็มจัด แล้วย่างให้ผิวเหี่ยว เสิร์ฟพร้อมซอสโมโจ้ที่มีพริกไทยกับกระเทียมชูรส Papas con Mojo

Pulpo ปลาหมึกยักษ์เสิร์ฟในน้ำมันปรุงด้วยเกลือ

Patatas bravas มันฝรั่งทอดคลุกเครื่องเทศ

Puntillitas ปลาหมึกตัวเล็กชุบแป้งทอด เรียกอีกอย่างว่า chopitos

Queso con anchoas ชีสคาสติย่า (Castilla) หรือมังเชโก้ (Manchego) เสิร์ฟพร้อมกับแป้งแองโชวี่

Tortilla de patatas ไข่เจียวสเปน ใส่มันฝรั่ง หัวหอมใหญ่ ผักและไส้กรอกโชริโซ่ เรียกว่า frittata หรือ Tortilla paisana ก็ได้

Zamburinas หอยเชลล์เสิร์ฟซอสที่ทำมาจากมะเขือเทศ อาหารดังของแคว้นกาลิเซีย

-ออกจากจัตุรัสมายอร์ ให้เดินเรื่อยมาถึง Plaza de la Paja Anglona เล็กๆน่ารักมีกำแพงล้อมรอบ มีจุดเด่นคือต้นทับทิมและต้นแอลมอนด์ แวะนั่งเล่นพร้อมเครื่องดื่มเก๋ๆหรือจะทานอาหารจานโตก็ได้ทันที

Delic café and bar

Costanilla de San Andres, 14

T : 34-91-346-5450

www.deliccafe.com

ร้านทันสมัยแต่งเก๋มาก ด้านนอกเป็นที่นั่งใต้ต้นไม้ และมีมุมโรแมนติกด้านใน แถวนี้มีพิพิธภัณฑ์เก๋ๆคือ Museo de los Orgenes, Casa de San Isidro ZPlaza de San Andres, 2; T: 34-91-366-7415) แสดงแผ่นกระเบื้องโมเสกเก่าแก่ตั้งแต่สมัยโรมัน

 

San Francisco el Grande Basilica

Plaza de San Francisco ;

T : 34-365-3800

เปิด อังคาร-ศุกร์ 11.00-12.00ม 16.00-18.30 น.

เสาร์ 11.00-12.00

ค่าเข้าชม คนละ 3 ยูโรรวมไกด์ทัวร์วันอาทิตย์เข้าฟรีในเวลาสวดมิสซา

โบสถ์นี้มีโดมขนาดใหญ่กว่าโบสถ์เซนต์ปอลในกรุงลอนดอน และมีจุดเด่นคือภาพวาดชื่อ San Bernardino de Siena ที่โกย่าวาดไว้เป็นผลงานแรกๆของชีวิตในกรุงมาดริด และภาพวาดชิ้นอื่นๆของศิลปินเอกเช่น Zurbaran และ Velazquez

พระราชวังหลวง (Palacio Real) พระราชวังหลวงของพระมหากษัตริย์ของสเปนสมัยเผด็จการ เป็นตึกใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตก ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและจัดงานพิธีใหญ่ๆของชาติ ภายในห้ามถ่ายภาพ พระราชวังแห่งนี้สร้างในพื้นที่มัสยิดเก่าสมัยปี 1734 และใช้เวลากว่า 25 ปีถึงจะสร้างเสร็จ มีห้องทั้งหมด 2,800 ห้อง แต่เปิดให้ชมเพียง 50 ห้อง โชว์ของเก่าทรัพย์สมบัติต่างๆของราชวงศ์ เช่น ภาพวาดของศิลปินเอก เครื่องแก้ว พรม เครื่องกระเบื้อง นาฬิกา เฟอร์นิเจอร์ และการตกแต่งห้องแบบต่างๆโดยใช้วัสดุจากต่างประเทศ เช่น โต๊ะที่ทำจากแผ่นหินเล็กๆมาเรียงต่อกัน เป็นภาพที่ดูเหมือนภาพวาด

เปิด จันทร์-เสาร์ 09.30-17.00 น. อาทิตย์-วันหยุดอื่นๆ 9.00-14.00 น.

ค่าเข้าชม คนละ 8 ยูโร (ไม่มีไกด์) หรือ 10 ยูโร (มีไกด์)

www.patrimonionacional.es

2.โซนพิพิธภัณฑ์พราโด

พิพิธภัณฑ์พราโด เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นที่สะสมผลงานของศิลปินเอกชาวสเปนตั้งแต่ศตวรรษที่ 11-18 ไว้ได้อย่างครบถ้วน เช่น EI Greco, Velazquez, Goya, Bosch, Tiziano, Van Dyck และ Rembrandt

แนะนำให้หยิบแผนผังพิพิธภัณฑ์ เพื่อเลือกดูภาพสำคัญๆ อาทิ

ภาพ Las Meninas ของ Diego Velazquez ภาพดังที่สุดของเดียโก เบลัซเกซ และเป็นภาพเด็ดของพิพิธภัณฑ์พราโด เทียบได้กับภาพโมนาลิซ่าของพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ในปารีส

ภาพอื่นๆ ที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ ภาพวาดแบบเวนิสของ Titian (Tiziano) ที่พิพิธภัณฑ์เพิ่งได้มาถึง 35 ภาพ แสดงโชว์ในห้องจัดแสดงใหม่

ภาพ “Death of the Virgin” โดย Andrea Mantegna ประมาณปีค.ศ. 1462 ในห้อง 56B ที่อยู่ชั้นล่าง ล้อมรอบด้วยภาพของ Raphael, Fra Angelio และ Botticelli เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการชมภาพวาดแบบเรอเนสซองส์อิตาเลียนของพิพิธภัณฑ์นี้

ภาพวาดของศิลปินชาว Flemish (ยุโรปเหนือ) เป็นที่ชื่นชอบของกษัตริย์สเปนในอดีตมาก ภาพเด็ด ได้แก่ “Desccent From the Cross” ของ Rogier van der Weyden ในห้อง 58 อันมีจุดเด่นที่ความละเอียดของภาพ เช่น ความใสของน้ำตาที่กำลังไหลรินลงแก้ม สีหน้าที่แสดงความเศร้า

ภาพวาด “The Garden of Earthly Delights” ของ Hieronymous Bosch ศิลปินชาวดัชต์ ในห้อง 56 จากนั้นให้ขึ้นไปชั้นบนเพื่อดูภาพวาดของ Jose de Ribera และ Bartolome Esteban Murillo ศิลปินยุคทองของสเปน

แต่ที่พลาดไม่ได้เลย คือภาพวาดของ Velazquez ผู้เป็นจิตรกรเอกในวังของพระเจ้าฟิลิปที่ 4 (Philip IV) เขาได้วาดภาพราชวงศ์นายทหารคนสำคัญ และแน่นอนบรรดาศิลปินเอกท่าอื่นๆที่ได้กล่าวไว้แล้วตั้งแต่แรก

พิพิธภัณฑ์พราโด

เปิด วันอังคาร-อาทิตย์ 9.00-20.00 น. (ปิดวันจันทร์, 1 มกราคม, Good Friday (วันที่พระเยซูสิ้นพระชนม์เป็นวันศุกร์ก่อนหน้าวันอีสเตอร์ ที่มักเป็นวันอาทิตย์), 1 พฤษภาคม และ 25 ธันวาคม)

และปิดเร็วในวันที่ 6 มกราคม 24 ธันวาคม และ 31 ธันวาคม เวลา 9.00-14.00 น.

ตั๋ว คนละ 8 ยูโร (ซื้อล่วงหน้าออนไลน์ คนละ 7 ยูโร เข้าฟรีหลัง 6 โมงเย็นของวันที่เปิดทำการ) ด้านล่างมีคาเฟ่ ร้านอาหารของพิพิธภัณฑ์เปิดใหม่ นั่งพักดื่มเอสเปรสโซ่นม (cortado) ได้เลย

ออกมาจากพราโด หากยังไม่เมื่อย แนะนำให้แวะที่ Parque del Buen Retiro (Plaza de Murillo, 2; T: 34-91-420-3017; www.rjb.csic.es) สวนสาธารณะขนาดยักษ์ 350 เอเคอร์ อยู่ติดกับพิพิธภัณฑ์ มีต้นไม้มากกว่า 5,000 สายพันธุ์ และหลายต้นมีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี เหมาะสำหรับเดินเล่นวันอากาศดีๆ ค่าเข้าเพียง 2 ยูโร

ถ้าชอบงานศิลปะสมัยใหม่ แนะนำอย่างแรงให้ไปเยีย่มชมพิพิธภัณฑ์โซเฟีย (Centro de Arte Reina Sofia) ที่เต็มไปด้วยงานล้ำๆแปลกตา น่าดู เปรียบได้กับพิพิธภัณฑ์เททโมเดิร์นของลอนดอน ทำให้สดชื่นมีชีวิตชีวา แสดงภาพวาดผลงานศิลปินดังของสเปนหลายคน เช่น Picasso, Miro, Solana, และ Dali ตัวพิพิธภัณฑ์สร้างในโรงพยาบาลเก่าสมัยศตวรรษที่ 18 (ปิดวันอังคาร เปิดวันจันทร์-เสาร์ 10.0-21.00 น. ค่าเข้าคนละ 6 ยูโร เข้าฟรีทุกวันอาทิตย์ 10.00-14.30 น. วันจันทร์ พุธ พฤหัสฯ ศุกร์ 19.00-21.00 น. วันเสาร์ 14.30-21.00 น. และวันหยุดใหญ่ๆตรวจสอบได้ที่ www.museoreinasofia.es)

-ในพิพิธภัณฑ์โซเฟีย มีร้านอาหารชื่อ Arola’s (ของเชฟ Sergi Arola) เสิร์ฟอาหารอร่อย โดยไม่ต้องซื้อตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์ และมีห้องสมุดศิลปะบรรยากาศเก๋เหมาะสำหรับเข้าไปอ่านหนังสือ เข้าฟรีเช่นกัน มีอินเตอร์เน็ต WiFi ฟรีด้วย (ปิดวันอังคารตามพิพิธภัณฑ์)

-ถนน Paseo del Prado หน้าพิพิธภัณฑ์พราโด ถนนเดินเล่น ถ่ายรูปได้สวย สามารถเห็นสัญลักษณ์ของเมืองทั้งหมดคือ ประตูเมือง Puerta de Alcala น้ำพุ Cibeles น้ำพุ Neptuno และที่ทำการไปรษณีย์ ฯลฯ

ร้านอาหารอื่นๆในมาดริดที่ได้รับการแนะนำมีดังนี้

La Gastroteca de Santiago

Plaza de Santiago, 1

T: 34-91-548-0707

www.lagastrotecadesantiago.es

พ่อครัวผู้เป็นเจ้าของร้าน นายฮวน คาร์ลอส เปลี่ยนเมนูทุกวัน ทำอาหารแบบกาลิเซียให้ทาน เช่น หางหมูดอง ลอบสเตอร์ย่าง (ราคา $$$)

 

El Molleete

Calle de la Bola, 4

T: 34-91-547-7820

ร้านที่ต้องจอง เพราะเล็กและคนเยอะ อาหารเด็ดได้แก่ Mollet (ขนมปังทอด) โครเกต์บลูชีสกอร์กอนโซล่า (Croquette with creamy Gorgonzola) และ Huevos Rotos ไข่ดาวเสิร์ฟกับโชริโซและมันฝรั่ง (ราคา $$)

Café Central

Plaza del ngel, 10

T: 34-91-369-3226

www.cafecentralmadrid.com

ตกแต่งแบบอาร์ตเดโค เหมาะสำหรับคนชอบดนตรี มีแสดงสดแบบเพลงบลูส์และแจ๊ส เปิดถึงตีสาม (ราคา $$)

Fernando del Diego’s

Calle de la Reina, 12

T: 34-91-523-3106

บาร์ที่ขึ้นชื่อว่าเครื่องดื่มเด็ดที่สุดในเมืองแห่งหนึ่ง ขอให้ลอง Diego (วอสก้าผสมบรั่นดีแอปปริคอต) (ราคา $$)

 

 

 

 

โรงแรมแนะนำ

The room Mate

มีสี่สาขาในมาดริด ทั้งหมดอยู่กลางใจเมือง ห้องสวยสะอาดทันสมัย ราคาเริ่มต้นที่ 99 ยูโร (ห้องคู่) พร้อมอาหารเช้า อินเตอร์เน็ต WiFi ฟรีตลอดตึก

www.room-matehotels.com

Softguides Madrid

เป็นเว็บที่รวบรวมห้องพักหลายประเภทที่มาดริด ตั้งแต่ยูธโฮสเทล เกสต์เฮาท์ไปถึงโรงแรมหรู และอพาร์ทเมนนต์สำหรับอยู่นานๆเฉลี่ยแล้วราคาถูกกว่าพักโรงแรม

www.softguides.com/madrid_guide/accommodation

 

การเดินทางในมาดริด

หากพักอยู่ในเขตเมืองเก่า วิธีเดินทางที่ดีที่สุดคือการเดิน แต่ถ้าอยู่ห่างออกไป รถไฟใต้ดินที่มีเครือข่ายกว้างขวางของมาดริดเป็นการเลือกที่ดีและถูก ราคาตั๋วเที่ยวละ 1 ยูโร สามารถซื้อยกแพค 10 ใบได้หากคิดแล้วว่าใช้จนหมด (ราคาเท่าซื้อทีละใบแต่สะดวกตรงไม่ต้องไปรอซื้อทุกครั้ง)

Madrid Card บัตรท่องเที่ยวราคาเริ่มต้นที่ 48 ยูโรต่อวัน รวมค่าเข้าพิพิธภัณฑ์หลักต่างๆ การนั่งรถบัสเที่ยวชมเมืองงและอื่นๆ รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.madridcard.com แนะนำว่าเหมาะกับคนที่ต้องการเที่ยวพิพิธภัณฑ์หลายแห่งนั้น เพราะเมื่อคำนวณดูดีๆจะเห็นว่าเราไม่สามารถเที่ยวได้ครบจนคุ้มค่า หรือหากจะคุ้มค่าก็ต้องเหนื่อยมากๆทางที่ดีค่อยๆเที่ยวดีกว่า

 

 

 

 

โทเลโด

TOLEDO

อดีตเมืองหลวงของสเปน อยู่ห่างจากมาดริดไปทางตะวันตกเฉียงใต้เพียง 90 กิโลเมตร สามารถเดินทางโดยรถไฟฟ้าได้สะดวก เป็นเมืองเก่าที่ไม่เคยเปลี่ยนรูปโฉมเลยตั้งแต่มีการย้ายเมืองหลวงมาที่มาดริด ยังคงมีกำแพงล้อมรอบและตั้งอยู่ริมแม่น้ำทากัส (Tagus) ที่ทำหน้าที่เสมือนกำแพงเมือง จนเมืองนี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นมรดกโลกของยูเนสโกในปี 1986

โทเลโดเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านฝีมือการทำเครื่องเหล็ก การตีเหล็กตั้งแต่สมัยโรมันโบราณ ปัจจุบันจึงยังมีร้านขายเครื่องเหล็กต่างๆอาทิ มีด กรรไกร เครื่องประดับเหล็กลงทอง หรือเหล็กแกะสลัก อย่างกล่องใส่เครื่องประดับ เหรียญ และตุ้มหู จุดเด่นของโทเลโดอีกอย่างคือโบสถ์ประจำเมืองเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 13 เป็นโบสถ์ต้นแบบสถาปัตยกรรมโกธิคที่อยู่กลางเมือง โบสถ์แห่งนี้มีสะพานเชื่อมไปยังบ้านของอาร์ชบิชอปที่อยู่ติดกันด้วย

ซาลามังก้า

SALAMANCA

ซาลามังก้า อดีตเมืองหลวงอีกแห่งของจังหวัดซาลามังก้าในแคว้นคาสทิลแอนด์ลิออง (Castile and Leon) ที่เมืองเก่ามีความเก่าแก่และได้เป็นมรดกโลกยูเนสโกด้วยเช่นกัน ห่างจากมาดริดไปทางตะวันตกประมาณ 200 กิโลเมตร และห่างจากชายแดนโปรตุเกสเพียง 80 กิโลเมตร ทำให้เมืองนี้เป็นเมืองแวะที่สะดวกก่อนเดินทางข้ามไปโปรตุเกส

เมืองเก่าของซาลามังก้ายังคงเป็นรูปแบบเดิมของสเปน มีพลาซ่ามายอร์ (Plaza Mayor) เป็นจัตุรัสกลางของเมืองที่เก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 18 ตึกรามบ้านช่องของที่นี่เป็นสีเหลือง เนื่องจากก่อสร้างด้วยหินทรายจนเป็นสีเหลืองทองอร่ามทั้งเมือง ถูกเรียกอีกชื่อว่า “เมืองทองคำ”

ปัจจุบันซาลามังก้าเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ พื้นที่เมืองเก่าถูกแยกออกเป็นส่วนต่างๆผ่านถนนเส้นเล็กๆที่กระจายตัวออกไปทุกด้านของจัตุรัส มีทั้งโบสถ์เก่า ที่สร้างตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 12 ในรูปแบบโรมันโกธิค และโบสถ์ใหม่ ที่สร้างสมัยศตวรรษที่ 16 ในรูปแบบโกธิคและบาโรก

นอกจากนี้ ซาลามังก้ายังมีมหาวิทยาลัยเก่าแก่ ที่ก่อตั้งเมื่อปีค.ศ. 1218 และโดเด่นเรื่องกฎหมายเป็นพิเศษทำให้นักศึกษาเก่งๆจากหลายประเทศในยุโรปต้องมาเรียนกฎหมายที่นี่ เมืองนี้มีแม่น้ำเล็กๆชื่อทอร์เมส (Tormes) ไหลผ่าน ทำให้บรรยากาศดีน่าเดินเล่น

แอนดาลูเซีย

ANDALUCIA

แอนดาลูเซีย เป็นชื่อเรียกรวมๆของสเปนตอนใต้ที่เคยเป็นดินแดนของแขกมัวร์เมื่อพันกว่าปีก่อน ซึ่งยังมีร่องรอยความเป็นอยู่และสถาปัตยกรรมของแขกมัวร์ให้ได้เยี่ยมชม ประกอบด้วย 8 จังหวัดคือ Huelva, Sevilla, Cadiz, Cordoba, Malaga, Jaen, Granada และ Almeria ซึ่งหลากหลายด้วย เป็นเมืองติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และเป็นเมืองป้อมปราการหลักที่มีบทบาทสำคัญในสงครามในอดีต

แอนดาลูเซียเริ่มมีความโดดเด่นเมื่อแขกมัวร์เข้ามาบุกยึดได้ในปีค.ศ. 711 “แขกมัวร์” คือคำเรียกรวมๆของคนท้องถิ่นจากแอฟริกาเหนือที่อยู่ฝั่งตรงข้ามคาบสมุทรไอบีเรียและมาบุกยึดยุโรป ซึ่งทำให้พื้นที่ของสเปนตรงนี้ (และพื้นที่อื่นๆในคาบสมุทร) เป็นของแขกมัวร์เป็นเวลาถึง 700 ปี (ค.ศ. 711-1492) ชื่อของแอนดาลูเซียก็มาจากคำว่า Al-Andalus ในภาษามัสร์นั่นเอง

อาณาจักรของอิสลามแผ่ขยายอาณาเขตไปมากในช่วงศตวรรษที่ 7 โดยข้ามตะวันออกกลางเลยมาถึงแอฟริกาเหนือและเข้าสู่โมร๊อกโกในปี 701 ถัดมาไม่ถึง 10 ปี พ่อเมืองชาวโมร๊อกโกคนหนึ่งนามว่า Tarif ก็ข้ามมาอีกฝั่งของคาบสมุทรตรงที่ปัจจุบันกลายเป็นท่าเรือใหญ่เรียกว่า Tarifa ตามชื่อของเขาเพื่อยึดตีตอนใต้ของสเปนที่เคยเป็นของแขกมัวร์นี้ว่าแอนดาลูเซียไปที่เมือง Cordoba และในปี 929 อาณาจักรมัวร์ก็ยิ่งใหญ่มากจนกินพื้นที่ตั้งแต่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจนถึงภูเขาพิเรเนส (The Pyrenees) ซึ่งปัจจุบันเป็นเขตกั้นระหว่างฝรั่งเศสและสเปนเลยทีเดียว

สถาปัตยกรรมเด่นๆของแขกมัวร์ที่ยังหลงเหลือให้เห็นในยุคนี้ได้แก่

-หอ Giralda ของเมืองเซวิล

-พระราชวัง Alcazar ของเมืองเซวิล

-พระราชวัง Alhambra ของเมืองกรานาด้า

The Reconquista

มาเที่ยวสเปน ไกด์หลายคนพูดเหมือนกันว่า เรื่องราวของสเปนก็คือเรื่องราวของการยึดคืน (The Reconquista) ซึ่งเกิดขึ้นในมัยปีค.ศ. 1213-1492 อันหมายถึงการยึดดินแดนคืนมาจากแขกมัวร์และการยกเลิกศาสนาอิสลาม ยิว และบังคับให้ผู้คนหันมานับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งกองทัพสเปนชาวคริสต์ร่วมมือกัน ทั้งฝรั่งเศส และอังกฤษ ค่อยๆตีเมืองแขกมัวร์จากภาคเหนือให้ร่นถอยลงมาทางใต้เรื่อยๆ จนเมืองสุดท้ายที่ตีได้คือเมืองกรานาด้า ที่ราชวงศ์นาสริด (Nasrid) เป็นราชวงศ์แขกมัวร์สุดท้ายที่ปกครองพื้นดินในยุโรป และพระราชวังอัลฮัมบราที่เป็นพระราชวังแขกมัวร์อันสวยวิจิตรเป็นขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมมุสลิมที่ชาวสเปนยังคงใช้หากินกับการท่องเที่ยวจนถึงปัจจุบัน

เซวิล / เซบิยา

SEVILLE / SEVILLA

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เริ่มต้นการเที่ยวแคว้นแอนดาลูเซียกันที่เมืองเซวิล หรือเซบิยา อดีตเมืองหลวงของอาณาจักรมัวร์ในสมัยแรกๆ และเป็นเมืองสำคัญและใหญ่ที่สุดสมัยที่สเปนยึดครองทวีปอเมริกา ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกาในปีค.ศ. 1492 ทำให้สเปนสามารถยึดทวีปอเมริกาได้ทั้งหมด มีการค้าขายทาส ขุดทอง จนถึงต้นศตวรรษที่ 19 ที่มีสงครามอิสรภาพที่คนอเมริกาสามารถต่อสู้เพื่อยึดดินแดนของตนเองกลับมาได้ ทำให้พื้นที่สเปนในทวีปนี้เหลือเพียงคิวบา และเปอร์โตริโก้เท่านั้น และแม้ตัวจะไป แต่วัฒนธรรมโดยเฉพาะภาษาสเปนยังคงหลงเหลืออยู่ ภาษาสเปนเป็นอีกภาษาหลักของชาวอเมริกันโดยเฉพาะตอนใต้ เช่น แคลิฟอร์เนียใต้ ฟลอริดา

ปัจจุบันเมืองเซวิลเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆของสเปน แต่เป็นเมืองที่คนตกงานมากที่สุดด้วย อัตราการว่างงานของสเปนใต้สูงมากทำให้เมืองเหล่านี้มีอาชญากรรมสูงด้วยเช่นกัน

เมืองเก่าเซวิล

-ฤดูใบไม้ผลิ ราวเดือนมีนาคม เป็นช่วงที่อากาศเริ่มอุ่นขึ้นเล็กน้อย ต้นส้มเซวิล หรือ Bitter Orange ที่โด่งดังจะออกดอกทำให้ทั้งเมืองหอมกรุ่น นิยมนำดอกไปสกัดเป็นน้ำหอม ส่วนผลที่รสชาติขมนั้นนำไปทำแยม (Marmalade) น้ำหอมกลิ่นดอกส้มของเซวิลมีชื่อว่า  Aqua de Seville กลิ่นหอมฉุนรุนแรงเหมาะกับผู้ใหญ่ สามารถหาซื้อได้ในย่าน Santa Cruz และร้านขายของที่ระลึกในเมือง

-เซวิลเป็นเมืองใหญ่ แต่จุดท่องเที่ยวใหญ่ๆที่สำคัญมีเพียง 3-4 ย่าน สามารถใช้เวลาประมาณ 2 วัน

-Santa Cruz ย่านที่อยู่ของชาวยิวเก่า เหมาะไปเดินเล่น ทานข้าว ดื่มกาแฟหรือชาในยามบ่าย

มหาวิหารเซวิล

(The Seville Cathedral)

ค่าเข้า 7.50 ยูโร (เด็กอายุต่ำกว่า 16 เข้าฟรี)

เปิด ทุกวัน 11.00-17.00 น. // อาทิตย์ 14.30-18.00 น.

พิธิมิสซาวันอาทิตย์ 08.30, 10.00 , 12.00, 13.00, 17.00 และ 18.00 น.

จุดแด่นของโบสถ์กลางเมือง คือความใหญ่ ความเก่า และหอระฆังสูงที่ชื่อจิรัลด้า (Giralda) อันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง โบสถ์ตั้งอยู่ใจกลางเมืองตรงข้ามกับพระราชวังเก่าอัลคาซาร์ (Alcazar)

โบสถ์ขนาดใหญ่มหึมานี้สร้างมาจากมัสยิดเก่าของแขกมัวร์และเป็นตัวอย่างการผสมผสานวัฒนธรรมของชาวมุสลิมและชาวคริสต์ที่เป็นเอกลักษณ์เด่นของสถาปัตยกรรมที่ทำให้คนจากทั่วโลกนิยมเข้ามาเยี่ยมชม ทางเข้าโบสถ์เป็นลานต้นส้มโบราณที่ชำระล้างร่างกายสำหรับชาวมุสลิมก่อนเข้าไปในมัสยิด กำแพงรอบลานเป็นของเก่าแก่สมัยแขกมัวร์

เพดานด้านในสูงมาก โดยเฉพาะจุดกลางทางเดินถึงเพดานนั้นสูงถึง 43 เมตร มีแท่นบูชาขนาดใหญ่ที่สุดในโลกถึง 37 เมตร ด้านข้างเป็นห้องสวดมนต์เล็กๆ เรียกกันตามด้านยาวของโบสถ์ คนชอบดูภาพวาดแนะนำให้ไปดูที่ห้องสวดมนต์ชื่อ Sacristia de los Calices เป็นผลงานของโกย่า (Goya) ชื่อ Saints Justa and Rufina จุดเด่นอื่นๆในโบสถ์ ได้แก่

-แท่นบูชาหลัก (Capilla Mayor) ทำด้วยไม้แกะสลักลงทอง ที่แสดงฉากสำคัญในพระคัมภีร์ได้อย่างสวยวิจิตร เป็นมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลกศาสนาคริสต์ สร้างขึ้นในปี 1482

-แท่นออแกนยักษ์ อยู่ตรงข้ามแท่นบูชาที่อลังการงานสร้างพอกัน

-ที่ฝังศพของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส อยู่ด้านขวาของแท่นบูชาเชื่อกันว่าเขาถูกฝังที่นี่หลังจากการเสียชีวิตในปี 1506 และศพถูกย้ายไปมาหลายครั้ง อีกที่หนึ่งที่คิดว่าเขาถูกฝังอยู่ก็คือ ประเทศโดมินิกัน รีพับบลิค

-เข้าชมสมบัติล้ำค่าในห้อง Treasure Room ก่อนออก เช่น พรมโบราณ มงกุฎ

หอจิรัลด้า

(The Giralda)

ค่าเข้า 7.50 ยูโร (เด็กอายุต่ำกว่า 16 เข้าฟรี)

เปิด ทุกวัน 11.00-17.00 น. // อาทิตย์ 14.30-18.00 น.

หอสุเหร่าโบราณสมัยปี 1198 ที่ชาวมัวร์สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นหอสุเหร่าในยุโรปที่ยิ่งใหญ่ประมาณเดียวกันกับหอสุเหร่าในเมืองราบัตและมาราเกชในแอฟริกาเหนือ หอนี้ถล่มเมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 13 และเมื่อชาวคริสต์ยึดครองเมืองได้จึงสร้างขึ้นมาใหม่โดยใช้โครงสร้างเดิมแต่เปลี่ยนสัญลักษณ์บยอดที่เป็นทรงกลมให้เป็นทรงแหลมและติดด้วยกังหันชี้ทิศทางลม

หอสูง 93 เมตร แต่บันไดไม่ชันมากทำให้สามารถเดินขึ้นได้อย่างสบาย ว่ากันว่าทางขึ้นนี้ถูกออกแบบเป็นพิเศษสำหรับให้เจ้าหน้าที่ที่ต้องทำหน้าที่ประกาศเวลาทำละหมาดวันละห้ารอบสามารถขี่ม้าขึ้นไปได้อย่างสะดวก แน่นอนว่าคนที่ขึ้นไปจะสามารถมองดูวิวของเมืองได้อย่างจุใจ

พระราชวังอัลคาซาร์

(The Alcazar)

ค่าเข้า 7.50 ยูโร

เปิด อังคาร-เสาร์ 09.30-17.00 น.

(หน้าหนาว เดือนตุลาคม-มีนาคม)

หรือ19.00 น. (หน้าร้อน เดือนเมษายน-กันยายน)

อาทิตย์และวันหยุดราชการ 09.30-17.00 น.

ตรงข้ามโบสถ์ประจำเมืองคือพระราชวังเก่าของกษัตริย์เพโดรที่ 1 (Pedro I The Cruel) ที่กลับใช้พระราชวังเก่าของแขกมัวร์เป็นที่อยู่อาศัย และได้ทำนุบำรุงรักษาใหม่จนที่นี่กลายเป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมของแขกมัวร์ที่ดีที่สุดในสเปนรองมาจากพระราชวังอัลฮัมบราอันยิ่งใหญ่แห่งเมืองกรานาด้า

ลวดลายปูนปั้นอันวิจิตรแปลกตา การปูกระเบื้องชิ้นเล็กชิ้นน้อยหลากสี บนกำแพง เพดานทรงโค้ง สระน้ำกลางสนาม น้ำพุ เป็นของแปลกตาสำหรับนักท่องยุโรปทุกคน ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่จะเห็นคิวยาวตรงทางเข้าตลอดเวลา ให้สังเกตดูว่าคนที่กำลังเข้าคิวอยู่นั้นมาเป็นกลุ่มหรือเปล่า เพราะหากไปเพียงสาองสามคน สามารถเข้าได้อีกช่องทางหนึ่งซึ่งคนไม่แน่นมาก

พระราชวังมีรูปแบบมาตรฐานของพระราชวังมุสลิม โดยแบ่งเป็นส่วนนอกและส่วนใน เป็นห้องๆให้เดินชมได้ มีป้ายติดบอกรายละเอียดหรือจะซื้อไกด์มือถือฟังระหว่างทางก็ได้ ราคาประมาณ 3 ยูโรต่อคน ห้องที่งามเด่นเป็นพิเศษมีดังนี้

-Salon de Embajadores หอรับเอกอัครราชทูต โดเด่นด้วยการตกแต่งที่วิจิตร โปรดแหงนหน้ามองโดมด้านบนเมื่อเข้าห้องมา โดมเคลือบทอง แดง เขียว ฟ้า และประดับด้วยลายหินย้อยด้านข้างที่แต่งได้สวยงามมาก

-ขาออกจะเห็นสระน้ำในสวนสวยที่เคยเป็นที่พักผ่อนของกษัตริย์ พระราชวงศ์และผู้ติดตาม จะเห็นศิลปะมัวร์ผสมผสานกับอิทธิพลอิตาเลียน มีน้ำพุ สายธารน้ำ และลายปูนปั้นต่างๆว่ากันว่าเป็นสวนที่สวยงามสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของสเปนอีกด้วย

เดินเล่นและทานข้าวย่านซานตาครูซ

(Barrio de Santa Cruz)

ย่านซานตาครูซ เป็นย่านที่อยู่อาศัยของชาวยิวสมัยก่อน ปัจจุบันเป็นแหล่งเดินเล่น กินข้าว หรือนั่งพักผ่อนกับเครื่องดื่มยามเมื่อย ขอเตือนว่าแม้เซวิลเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของสเปน แต่ร้านค้า ร้านอาหารทั้งหลายยังพักผ่อนตอนบ่ายหลายชั่วโมงเหมือนเดิม ดังนั้นหากทานอาหารเที่ยงไม่ทันบ่ายโมง ก็ต้องรออีกทีอย่างน้อย 18.30 น. ร้านจึงจะเริ่มเปิดอีกครั้ง

กรานาด้า

GRANADA

เมืองแขกมัวร์เมืองสุดท้ายที่หลงเหลือในแอนดาลูเซีย ขณะเมืองอื่นๆถูกชาวคริสต์ค่อยๆตียึดคืนไปได้ในช่วงการยึดคืน (The Reconquista) ซึ่งเริ่มเมื่อปีค.ศ. 1214 โดยกษัตริย์ชาวมัวร์องค์สุดท้ายเป็นกษัตริย์ในราชวงศ์นาสริด (Nasrid) ที่ต้องยอมยกแผ่นดินให้กษัตริย์สเปนในปี 1492 อันเป็นปีสุดท้ายของการยึดคืน สาเหตุของการสูญเสียอำนาจครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะคนในราชวงศ์ทะเลาะกันเอง ต่างแย่งชิงอำนาจกันไปมา จนในที่สุดต้องสูญเสียดินแดนที่เคยเป็นบ้านตัวเองมให้แก่ชาวคริสต์

ราชวงศ์นาสริดนี่แหละที่เป้นผู้สร้างพระราชวังอัลฮัมบราอันเกรียงไกร และปัจจุบันพระราชวังแห่งนี้ยังเป็นสถาปัตยกรรมแขกมัวร์ที่ถูกเก็บรักษาไว้ได้อย่างดีที่สุดของยุโรป เป็นจุดท่องเที่ยวหลักสำหรับทุกคนที่ได้มาแคว้นแอนดาลูเซีย ก่อนหน้านี้พระราชวังถูกทิ้งให้รกร้างไร้ค่าจนเมื่อนักเขียนชาวอเมริกัน Washington Iriving ได้บรรยายความงามในหนังสือ ทำให้คนจากทั่วโลกมาเที่ยว รัฐบาลสเปนจึงเห็นคุณค่าของพระราชวังที่ตนละเลยแห่งนี้ และให้งบประมาณทำนุบำรุง

ย่านท่องเที่ยวของเมืองกรานาด้าแบ่งได้เป็น 3 ย่านใหญ่ๆคือ

1.ย่านพระราชวังอัลฮัมบรา (The Alhambra) อยู่นอกตัวเมือง มีจุดท่องเที่ยวแห่งเดียวคือพระราชวังอัลฮัมบรา ใช้เวลาเดินชมอย่างน้อย 3 ชั่วโมง ไม่แนะนำให้พักย่านนี้ เพราะไปไหนมาไหนลำบาก ไม่มีร้านค้าถนนคนเดิน และราคาแพง

เที่ยวพระราชวังอัลฮัมบรา

ค่าเข้า 12 ยูโร

เปิด ทุกวันหน้าหนาว 15 ตุลาคม-14 มีนาคม 08.00-14.00, 14.00-20.00 น.

รอบกลางคืนเปิดไฟ อังคาร-เสาร์ 22.00-23.30 น.

หน้าร้อน 15 มีนาคม-14 ตุลาคม 08.00-17.00 น.

รอบกลางคืนเปิดไฟ ศุกร์-เสาร์ 19.30-20.30 น.

ซื้อตั๋วล่วงหน้าได้ที่ www.alhambra-tickets.es โดยต้องเสียค่าจองล่วงหน้าเพิ่ม จองใช้บัตรเครดิตที่ตรงกับชื่อผู้ที่จะไปรับตั๋ว สามารถรับบัตรได้ที่เครื่อง La Caixa ด้านหน้า หรือเครื่องจ่ายตั๋วอัตโนมัติที่ Access Pavilion หรือที่ Ticket Office ของ The Monument โดยตรงนี้ต้องแสดงสลิปที่พริ้นต์ออกมาจากคอมพิวเตอร์เมื่อทำการจองเสร็จ (ทำตามวิธีที่เขาบอกแต่ละขั้นตอนบนอินเทอร์เน็ต) ซึ่งที่ Ticket Office นี้ สามารถจ่ายเงินสดได้ด้วย รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระราชวังอัลฮัมบรา www.alhambra-patronato.es

การมาเที่ยวพระราชวังอัลฮัมบราต้องเตรียมตัวและวางแผนล่วงหน้าให้มาก เพราะมีคนมาเที่ยวปีละมากมายจากทั่วโลก จึงควรจองตั๋วล่วงหน้า หากไม่ซื้อทัวร์ แนะนำให้ติดต่อโรงแรมเพื่อให้ช่วยจัดการ เพราะการไปยืนรอคิวตั้งแต่เช้าท่ามกลางแดดหรือความหนาวเป็นเรื่องไม่สนุกแน่นอน

-กรานาด้าเป็นเมืองมุสลิมแห่งสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ในสเปนมี Nasrid Emirate of Granada เป็นราชวงศ์สุดท้าย โดยถูกกษัตริย์แห่งคาทอลิก (King Ferdinand II of Aragon และ Queen Isabelle I of Castile) ตียึดได้ในปี 1492 และเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างในพระราชวังแห่งนี้

-คำว่า Alhambra แปลตรงตัวได้ว่า “ป้อมปราการสีแดง” จากดินแดนที่อยู่ในบริเวณนี้ ทั้งๆที่ เมื่อแรกสร้างนั้นเป็นสีขาวหม่น แต่ดินแดนของที่นี่ก็ทำให้ทั้งหมดของอัลฮัมบรากลายเป็นสีแดงส้มอย่างปัจจุบัน

เดินเที่ยว “ดิ อัลฮัมบรา”

พระราชวังชื่อก้องโลกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลักที่เปิดให้นักท่องเที่ยว โดยใช้เวลาเข้าชมประมาณ 3-4 ชั่วโมง ดังนั้นแนะนำให้ใส่รองเท้าคู่สบายๆ และหากไปกับผู้ใหญ่สามารถแวะนั่งเล่นในสวนได้หลังจากชมแต่ละจุด

(1.)The Alcazaba เป็นสิ่งแรกที่จะเห็นเมื่อเดินเข้ามาจากทางเข้าหลัก (อยู่ห่างจากที่ซื้อตั๋วพอสมควร ทางเดินขึ้นเขาเล็กน้อย แต่ร่มรื่นเดินสบาย) ดิ อัลคาซาบา ก็คือป้อมปราการของพระราชวังเก่าแก่ที่ยังคงเหลืออยู่ มีการสร้างทางเดินให้เป็นรูปตัวแอลเพื่อปกปิดทางเข้าหลักไม่ให้ศัตรูเห็น หลังประตูเป็นจุดรวมพลของกองทัพ ที่ใช้วางยุทธการการต่อสู้การตั้งรับศัตรู และรอบๆบริเวณ เป็นที่พักของทหารและบรรดามหาดเล็กรักษาพระองค์

(2.)Palace of Charles V หลังป้อมปราการคือสถาปัตยกรรมใหญ่ยักษ์ พระราชวังของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 5 หลานของกษัตริย์สเปนที่ตีอัลฮัมบราได้สำเร็จกลายเป็นเมืองมุสลิมสุดท้ายที่โดนครอบครองโดยชาวคริสต์ในปี 1492

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 5 สร้างพระราชวังแห่งนี้ขึ้นเป็นที่ระลึกแห่งชัยชนะ โดยดำริสร้างเมื่อปี 1526 และจนถึงปี 1637 ก็ยังไม่สามารถสร้างเสร็จ คนงานทิ้งงาน และไม่เคยมีใครเข้ามาอยู่ที่นี่เลย จุดเด่นของพระราชวังคือสถาปัตยกรรมโรมันทรงโค้ง ประดับด้วยเสาสไตล์โรมันยุคเรอเนสซองส์ ซึ่งการสร้างพระราชวังแบบโรมันคาทอลิกในพระราชวังเก่าของมุสลิมถือเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ โดยต้องรักษาสัญลักษณ์ของมุสลิมไว้ด้วย

(3.)Nasrid Palaces ตัวพระราชวังเก่าของราชวงศ์นาสริด การเข้าชมบริเวณนี้เราต้องดูเวลาเข้าที่พิมพ์ไว้บนหน้าตั๋วด้วย และต้องเข้าให้ตรงเวลา มิฉะนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์

ในพระราชวังเก่าแห่งนี้คือโลกอันวิจิตรของพระราชวังมัวร์ที่มักเห็นตามหนังสือ ของจริงที่สมบูรณ์แบบที่สุดอยู่ที่นี่เอง พระราชวังสร้างด้วยวัสดุสามอย่างคือ อิฐ ไม้ และดินเหนียว ที่มีน้ำหนักเบา แต่แตกหักง่าย โดยการตกแต่งของยุคนี้ใช้ลวดลายซ้ำไปซ้ำมาเพื่อแสดงอำนาจที่ไม่สิ้นสุดของพระอัลเลาะห์ มีการใช้ตัวอักษรอาหรับและรูปร่างบางเรียวของตัวอักษรกุรอาน (Koran) โบราณเพื่อฉลองพระราชอำนาจของสุลต่านและพระราชวังอันเกรียงไกร

แต่ในความสวยงามที่ดูเหมือนสมบูรณ์แบบเหล่านี้ ช่างได้ซ่อนความไม่สมบูรณ์แบบตามหลักของศาสนาที่ห้ามไม่ให้คนมุสลิมฝันอยากที่จะทำสิ่งสมบูรณ์แบบ เพราถือเป็นการเลียนแบบพระเจ้า เช่น ช่องว่างแปลกๆ หรือลวดลายที่ผิดแปลกไปตามมุมต่างๆ

พระราชวังนาสริด แบ่งเป็นสามส่วน คือ Palacio de Mexuar ที่บรรดาสุลต่านทำงานและพิพากษาคดีความต่างๆ Palacio de Comares หรือ Serallo ห้องรับรองเอกอัคราชทูตหรือแขกสำคัญ (โปรดมองดูเพดานห้องนี้ เพราะตกแต่งอย่างวิจิตร คนอิสลามโบราณมักนั่งนอนเล่นบนพื้น ดังนั้นการมองเพดานสวยๆ จึงเป็นกิจกรรมนิยมอย่างหนึ่ง) และ Placio de Leones หรือ ฮาเร็ม ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่อาศัยของสุลต่านและครอบครัว

อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากการมาเยี่ยมชมพระราชวังคือการจัดวางรูปแบบของบ้านชาวมุสลิมโบราณ ที่ด้านหน้าของบ้านมกเป็นแบบเรียบง่ายปิดบังความมั่งคั่งของตนไว้ภายใน โดยมีรูปแบบเดียวกัน คือมีห้องรับแขก ด้านหน้าแบบเรียบ ไม่โอ้อวด ไม่สร้างความอิจฉาแก่คนอื่น แต่ด้านในที่เฉพาะครอบครัว หรือเพื่อนสนิทเท่านั้น จะตกแต่งอย่างวิจิตรอย่างไรก็ได้ ดังนั้นพื้นที่วิจิตรที่สุดในพระราชวังแห่งนี้ก็คือ Palacio de Comares หรือ Serallo (ส่วนที่สอง) นั่นเอง

(4.)Generalife ออกจากพระราชวังนาสริด คือส่วนบ้านพักข้าราชการที่เรียกว่า Partal เป็นทางเดินเชื่อมต่อไปยัง Generalife เสมือนพระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์มุสลิมผู้ปกครองเมืองในขณะนั้น ทั้งนี้เพราะพระราชวังอัลฮัมบราเป็นเหมือนที่ทำงาน ส่วน Generalife นั้นมีสวนสวยงาม ปลูกต้นไม้และผัก ให้ความเป็นส่วนตัวเหมือนได้พักผ่อนนั่นเอง เป็นจุดสุดท้ายที่นักท่องเที่ยวจะได้ชมในพระราชวังแหง่นี้ และด้วยความน่ารักของสถานที่ มีทั้งสระน้ำ มุมน้ำพุ ความครึ้มของต้นไม้ ทำให้เป็นจุดนั่งพักและแวะทานขนม

2.ย่านตัวเมืองกรานาด้า

เมืองกรานาด้าเป็นเมืองใหญ่อันดับต้นๆของแอนดาลูเซีย มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ จึงมีความทันสมัย มีทั้งผับ บาร์ และคาเฟ่ บอกเหนือจากการเป็นเมืองเก่าที่เน้นการท่องเที่ยว

มีถนน Gran Via เป็นเส้นหลักตัดผ่านใจกลางเมือง เป็นที่ตั้งของร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึกที่ราคาไม่แพงมากนัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวอื่นๆของสเปน และยังมีร้ายขายของที่นำมาจากโมร๊อกโก เช่น เครื่องหนัง กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้าราคาถูกกว่าไปซื้อเองที่โมร๊อกโกเสียอีก

-Granada Cathedral

โบสถ์เปิด ทุกวัน หน้าหนาว จันทร์-ศุกร์ 10.45-13.30 น., 16.00-19.30 น. วันอาทิตย์ และวันหยุดอื่นๆ 16.00-19.30 น. หน้าร้อนปิด 20.00 น

ค่าเข้า คนละ 3.50 ยูโร

หากต้องการดู Royal Chapel อันเป็นสุสานหลวงของพระนางอิสซาเบลและสามี ซึ่งตั้งอยู่ด้านข้างโบสถ์เสียค่าเข้าเพิ่มอีก 3.50 ยูโร

“Catedral & Capilla Real” โบสถ์หลักของเมืองกรานาด้า หรือโบสถ์ที่มีสุสานหลวง (Capilla Real = Royal Chapel) ของกษัตริย์แห่งคาทอลิกที่ตีเมืองกรานาด้าได้ในปี 1492 โดยพระนางอิสซาเบลแห่งคาสติลล่า (Isabel of Castilla) สั่งให้สร้างขึ้นก่อนสวรรคตในปี 1504 เพราะต้องการฝังร่างของตนและพระสวามีที่เมืองกรานาด้าอันเป็นเมืองสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของชาวคริสต์ต่อชาวมุสลิม เป็นโบสถ์รูปแบบโกธิคตอนปลายที่งดงาม สมบูรณ์แบบ และอลังการที่สุดแห่งหนึ่งของสเปนด้านในเน้นใช้สีขาวและสีทองเป็นหลัก แสดงให้เห็นถึงความหรูหราฟู่ฟ่าเนื่องจากเป็นโบสถ์ของกษัตริย์

จุดเด่นของโบสถ์ด้านในคือ Capilla Mayor แท่นบูชาหลักทรงกลม ที่มีโดมด้านบนสูง 45 เมตร ประดับด้วยงานภาพวาดแสดงอัตชีวประวัติของนางมาดอนน่า และประดับด้วยกระจกสีโบราณสมัยศตวรรษที่ 16 รอบด้านเป็นที่แสดงงานประติมากรรมจากศิลปินเอกมากมาย โดยเฉพาะโบสถ์เล็กที่มีชื่อว่า “Nuestra Senora de la Antigua” หรือที่รู้จักกันว่า “Capilla Dorada” อันวิจิตรสุด

ในห้องแสดงกรุสมบุติของโบสถ์ แสดงภาพวาดโปรดของพระนางอิสซาเบล โดยศิลปินทั้งชาวสเปนและอิตาลี รวมทั้งของใช้ส่วนพระองค์เช่น กล่องเก็บดาบ กล่องเก็บเครื่องประดับ ฯลฯ

สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆในกรานาด้า

-ย่านใจกลางเมือง (Centro) ย่านนักท่องเที่ยว สามารถเดินทอดน่องดูเมืองได้สะดวก ทางเดินเล็กๆตัดเลาะข้างโบสถ์เรียงรายไปด้วยร้านค้าขายของที่ระลึก อาหารง่ายๆ เช่น ทาปาส เคบับ และแฮมเบอร์เกอร์

-พลาซ่าเล็กๆรอบโบสถ์ มีร้านอาหารและเครื่องดื่มจำนวนมาก ส่วนใหญ่มีเมนูแปะไว้ด้านหน้า สามารถเลือกตามความพอใจ ด้านข้างของโบสถ์มีร้านขายเครื่องเทศ สมุนไพร ร้านขายมีด และของมีคมต่างๆ สามารถซื้อกรรไกรทำอาหารขนาดใหญ่ด้วยเหล็กแท้ๆแข็งแรงได้ย่านนี้

-เดินชมเมือง โดยเริ่มเดินเลียบแม่น้ำดาโร่ (Darro) ที่มีสวนขนาบข้างเป็นระยะ วันที่อากาศดี สามารถอาบแดดได้ริมแม่น้ำ

3.ย่าน Albaicin

ทางตอนเหนือของย่าน Centro เคยเป็นย่านที่อยู่อาศัยเก่าของชาวมุสลิมร่ำรวย ชื่อย่านตั้งตามชาวมุสลิมแห่ง Baeza ที่ถูกขับไล่ออกไป เมื่อชาวคริสต์เข้ามาอยู่อาศัยได้เปลี่ยนแปลงมัสยิดทั้งหลายในย่านให้เป็นโบสถ์ เดินชมบ้านที่มีสวนสวยแบบเก่า และโรงอาบน้ำเก่า (Hammam-ฮัมมัม) ในทางเดินแคบๆย่านเมืองเก่า ซึ่งเป็นมรดกโลกอีกแห่งของเมือง

การเดินทางในกรานาด้า

นอกจากเดินชมเมืองแล้ว สามารถขึ้นรถเมล์หรือซื้อทัวร์รถบัสที่มีให้เลือกสองสายใหญ่ คือ สายโรแมนติก (Granada Romantica) และสายสถานที่สำคัญ (Granada Monumental)

Granada City Pass (www.granadatur.com)

แบบ 3 วัน ราคา 25 ยูโร และแบบ 5 วัน ราคา 30 ยูโร

รวมค่าเข้าสถานที่สำคัญ คือ ดิอัลฮัมบรา โบสถ์หลวง และรถเมล์

สามารถซื้อได้ที่ www.cajagranada.es หรือ www.lovegranada.com/granada/city-pass/ แม้จะซื้อการ์ดนี้แล้ว ก็ยังต้องจองตั๋วเข้าพระราชวังอัลฮัมบราก่อนที่ทางเข้าอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

คอสต้า เดล โซล

COSTA DEL SOL

คอสต้า เดล โซล แปลตรงตัวได้ว่า ชายฝั่งแห่งแสงแดด (Coast of the Sun) เป็นเมืองหนึ่งในแคว้นแอนดาลูเซีย และหนึ่งในบรรดาเมืองชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่นายพลแฟรงโก้ (Francisco Franco Bahamonde) จอมเผด็จการของสเปนพยายามสร้างให้เป็น “ฟลอริดา แห่งยุโรป” เพราะอยู่ตอนใต้ของประเทศ อากาศอบอุ่น ทำให้คนยุโรปเหนือชอบมาก โดยเฉพาะชาวอังกฤษที่เบื่ออากาศของประเทศตัวเอง ย้ายมาตั้งรกรากที่นี่กันมาก จนมี “เมืองอังกฤษ” ขึ้นที่นี่ หากขับรถเที่ยวมาย่านนี้ แนะนำว่าในช่วงหน้าร้อนระหว่างเดือนมิถุนายนจนถึงสิงหาคมนั้น จะชุลมุนไปด้วยนักท่องเที่ยว ขอให้เลี่ยงเส้นทาง N340 เพราะนอกจาก รถติดมากแล้วยังเป็นเส้นทางอันตราย ทางที่ดีให้ใช้โทลเวย์สาย A7-E15 ดีกว่า เสียสตางค์เพิ่มเล็กน้อยแต่สะดวกสบายกว่า

ย่านท่องเที่ยวของคอสต้า เดล โซล นั้นประกอบด้วยถนนเส้นเล็กๆแนบชายหาดลัดเลาะเขาไปเรื่อยๆ มีตึกโรงแรมขนาดใหญ่เรียงรายติดกัน มีโรงแรม Pez Espada เป็นแห่งแรกของเมือง สร้างขึ้นในปี 1950 ซึ่งเป็นยุคที่นักท่องเที่ยวอเมริกันโบฮีเมียนเริ่มต้นมาเที่ยวที่นี่พอดี

เมืองนี้เข้าสู่ยุคทองสุดๆ เมื่อราวทศวรรษที่ 1960 และเป็นการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง ปัจจุบันโรงแรมสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ถึงเกือบสามแสนคนตลอดทั้งปี

โรงแรม Melia Costa Del Sol

Paseo Maritimo, 11, 29620, Torremolinos-Malaga, Spain

T: 08-08-234-1943

www.solmelia.com

โรงแรมที่เป็นตัวแทนของยุคเซเว่นตี้ส์อย่างแท้จริง มีขนาดใหญ่และหรูหรามากในสมัยก่อน

ข้อมูลการท่องเที่ยวคอสต้า เดล โซล

www.visitcostadelsol.com

2.ต่อด้วยโปรตุเกส

PORTUGAL

หากเดินทางจากซาลามังก้าของสเปนด้วยรถไฟหรือรถบัสเข้าโปรตุเกส สำหรับคนไทยที่มีวีซ่าเชงเก้นแล้ว ส่ามารถเข้าโปรตุเกสได้เลย จากสเปนมาโปรตุเกส ต้องปรับเวลาลง 1 ชั่วโมง เพราโปรตุเกสมีเวลาโซนเดียวกับอังกฤษและมีอดีตร่วมกันในสัญญาทางการทูตที่เก่าแก่สมัยค.ศ. 1386 (Treaty of Windsor) ที่สองประเทศนี้สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาในประวัติศาสตร์

เงินตรา สกุลยูโร

อากาศ เนื่องจากอยู่ติ่งสุดตะวันตกของยุโรป โปรตุเกสจึงไม่หนาวจัดในหน้าหนาวเหมือนประเทศยุโรปอื่นๆ ทำให้สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ช่วงนักท่องเที่ยวมากที่สุดคือฤดูร้อน (มิถุนายน-ปลายสิงหาคม) แนะนำให้เที่ยวช่วง off-season คือระหว่างเดือนกันยายน-เมษายน โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน เพราะเป็นช่วงอากาศเย็นๆไม่ทรมานเดินไม่เหนื่อยและค่าโรงแรมถูกกว่าปกติด้วย

อาหาร โปรตุเกสเป็นประเทศที่มีอาหารอร่อย เช่น อาหารทะเลปรุงสดๆและทาร์ตไข่โบราณโดยเฉพาะที่ลิสบอน

ลิสบอน / ลิสบัว

LISBON / LISBOA

ลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ประเทศมหาอำนาจของโลกในอดีตเมื่อกว่า 500 ปีก่อน เป็นเมืองสำหรับคนชอบประวัติศาสตร์ เป็นเมืองปลายติ่งสุดฝั่งตะวันตกของพื้นดินทวีปยุโรป และอดีตเป็นศูนย์กลางของโลก

ราว 500 ปีก่อน ริมฝั่งแม่น้ำทากัส (Tagus River) ของลิสบอนที่ใหญ่ยักษ์ราวกับเป็นทะเลแห่งนี้ เป็นท่าเรือออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติกให้นักเดินเรือชาวโปรตุเกสออกเดินทางเพื่อไปล่าอาณานิคม และนำทรัพย์สินมีค่าของประเทศต่างๆกลับมาจากอินเดีย คือบรรดาเครื่องเทศหอมๆที่ก่อให้เกิดกระแส “กลิ่นจรุงของอินเดีย” และแร่ทองคำจากบราซิลสถาปัตยกรรมแบบบาโรก (Baroque) ที่อู้ฟู่หรูหรา ปัจจุบันภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาที่มีคนพูดมากเป็นอันดับเจ็ดของโลก และบราซิลเป็นประเทศเดียวในทวีปอเมริกาที่พูดภาษาสเปน

อาณานิคมของโปรตุเกสนั้นยิ่งใหญ่เสียจนมีคนเคยพูดว่า โลกใบนี้แบ่งเป็นสองส่วนคือ ส่วนของโปรตุเกสและส่วนของสเปน

ออกเรือล่าอาณานิคม

จากการเป็นเมืองท่าสู่อาณานิคมตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 (เริ่มประมาณ ค.ศ. 1415) หรือที่เรียกกันว่ายุค The Discoveries

โปรตุเกสเริ่มต้นเดินเรือไปที่ใกล้ๆก่อน คือทวีปแอฟริกาตอนเหนือฝั่งตะวันตก ต่อมาการเดินเรือกล้าแกร่งขึ้นจนค้นพบว่าสามารถเดินเรือโดยรอบทวีปได้ ความละโมบพาให้ล่าอาณานิคมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึงฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกา เรื่อยมาจนถึงอินเดีย มะละกา (มาเลเซีย) และมาเก๊า ความโหดเหี้ยมของนักล่าอาณานิคมชาวโปรตุเกสขณะนั้นเป็นที่เลื่องลือ โดยเฉพาะการนำทีมวาสโก เดอ กาม่า (Vasco de Gama)

ว่ากันว่าเมื่อค้นพบอินเดีย โปรตุเกสก็เกิดอาการอู้ฟู่ เป็นเศรษฐีใหม่ขนาดหนัก ท่าเรือริมแม่น้ำทากัสเต็มไปด้วยเรือเข้าออก ขนเครื่องเทศทองคำ มาประโคมบ้านช่อง วัดวาของตัวเอง ผู้ชายชาวโปรตุเกสยุคนั้นฝันแต่เรื่องการล่าอาณานิคม

ในขณะที่โปรตุเกสทำทุกอย่างเพื่อเรืองอำนาจประเทศอื่น สเปนก็พยายามตีโปรตุเกสให้เป็นของตัวเอง นอกจากจะเป็นคู่แข่งด้านการล่าอาณานิคมแล้ว สเปนยังพยายามแทรกซึมเข้ามามีบทบาทในโปรตุเกสตลอดเวลา มีการแย่งชิงอำนาจไปมาจนมีบางช่วงที่กษัตริย์สเปนมาปกครองโปรตุเกส สลับกับการที่ชาวโปรตุเกสยึดอำนาจสเปนไปมาอยู่หลายครั้ง

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง

วันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1755 อันเป็นวันฉลองนักบุญ (All Saints Day) ขณะที่คนกำลังแน่นโบสถ์เพื่อสวดมนต์ตอนเช้า ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่นาน 6 นาที แรงไปจนรู้สึกได้ในแอฟริกาเหนือ ทำให้สถาปัตยกรรมอันวิจิตรต่างๆ ในโปรตุเกสพังทลายทั้งหมด แถมเมื่อคนวิ่งหนีลงจากเขาสู่ริมแม่น้ำ (ลิสบอนเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในภูเขา 7 ลูกริมฝั่งแม่น้ำ) ก็เจอสึนามิพัดกระหน่ำอีกระลอก แถมลมตะวันออกเฉียงเหนือยังพัดความแห้งแล้งลงมา ก่อให้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ซ้ำอีก

ลิสบอนใช้เวลาถึง 20 ปี ในการสร้างเมือหลวงที่พังราบให้กลับขึ้นมาใหม่ พร้อมด้วยฉากใหม่ของการเมืองการปกครองที่ทำให้ลิสบอนเป็นเมืองอย่างทุกวันนี้ จากการสร้างเมืองใหม่บนซากปรักหักพัง ลิสบอนก็เข้าสู่ยุคการพัฒนาเมืองให้เป็นระเบียบและเจริญด้านการค้าอีกครั้ง แต่ก็ถูกสงครามจากประเทศฝรั่งเศสสมัยนโปเลียนถล่มจนพ่ายแพ้เสียก่อน หลังจากตกเป็นของฝรั่งเศส สเปน และอังกฤษ โปนตุเกสก็เข้าสู่ยุคแห่งคำพูดสวยๆทางการเมืองประเภท “เสรีนิยม” หรือ “รัฐธรรมนูญ” และในปีค.ศ. 1901 ฝ่ายปฏิวัติก็ยึดอำนาจจากกษัตริย์ และเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นระบบสาธารณรัฐได้ในที่สุด

แต่การเปลี่ยนระบอบการปกครองจากกษัตริย์เป็นสาธารณรัฐนี้เองที่เป็นเหตุให้โปรตุเกสและลิสบอนกลายเป็นเมืองที่ยากจนที่สุดในยุโรปช่วงระยะเวลากว่า 100 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศอื่นๆในยุโรปได้รับการพัฒนา มีความเจริญทุกด้าน ลิสบอนในฐานะอดีตชาติมหาอำนาจกลับย่ำอยู่กับที่ ผู้คนยากจน ถูกกดขี่ และถูกมัวเมาด้วยเรื่องไร้สาระ ด้วยสิ่งงมงาย 3 อย่าง คือ แม่พระฟาติมาที่เมืองฟาติมาทางตอนเหนือของลิสบอน ฟุตบอล และเพลงฟาโด้ (Fado) บทเพลงคร่ำครวญเรื่องความหวังอันกลายมาเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติ

ดองในขวดโหลแห่งกาลเวลา

โปรตุเกสตกอยู่ในเงื้อมมือเผด็จการมาจนถึงปีค.ศ. 1974 เมื่อมีทหารนักปฏิวัติที่สามารถรวบรวมแนวร่วมและยึดอำนาจคืนจากเผด็จการกลับมาได้สำเร็จโดยปราศจากการเสียเลือดเนื้อ และมีประชาชนสนับสนุนการโค่นล้มอำนาจเผด็จการครั้งนี้อย่างท่วมทัน โดยนำดอกคาร์เนชั่นสีแดงมาแจกให้ทหารติดปลายปืน ทำให้การปฏิวัติครั้งนั้นได้ชื่อว่า “การปฏิวัติคาร์เนชั่น” เป็นการปฏิวัติที่นำโปรตุเกสกลับมาเป็นประเทศที่ประชาชนอยู่ดีมีสุขได้อีกครั้ง

หลังจากมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โปรตุเกสเริ่มกลับเข้ามามีบทบาทในโลกครั้งนี้อีกครั้ง ชาวโปรตุเกสที่เคยอพยพหนีเผด็จการไปอยู่ตามประเทศต่างๆอันเป็นอาณานิคมของตัว ก็เริ่มย้ายกลับมาสร้างบ้านเกิดเมืองนอน จนโปรตุเกสกลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งในยุโรป และเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในปีค.ศ. 1986 ซึ่งหลังจากยุคเผด็จการจนถึงปัจจุบัน จีดีพีของประเทศนี้เติบโตมากกว่า 40 เท่า และประชากรอยู่ดีกินดี มีอิสรภาพขึ้นตามลำดับ

ประวัติศาสตร์อันลึกซึ้งน่าสนใจของโปรตุเกส

สามารถชมได้จากพิพิธภัณฑ์ที่มีมากมายในลิสบอน ที่เด่นๆมีดังนี้

*ทุกพิพิธภัณฑ์ปิดวันจันทร์

(1.) Museu do Oriente

Avenida Brasilia;

T: 351-21-358-5200

เปิด อังคาร-อาทิตย์ 10.00-18.00 น. เฉพาะวันศุกร์เปิด 10.00-22.00 น. และเข้าฟรีตั้งแต่ 18.00 น. เป็นต้นไป

ปิด ทุกวันจันทร์ ปีใหม่ คริสต์มาส

ค่าเข้าชม คนละ 4 ยูโร

www.museudooriente.pt

พิพิธภัณฑ์ที่แสดงถึงความเป็นเจ้าอาณานิคมของโปรตุเกสสมัยโบราณที่เริ่มออกเดินเรือไปทางทิศตะวันออกเพื่อค้นพบประเทศต่างๆมีทั้งศิลปะล้ำค่าของประเทศจีน มาเก๊า ฯลฯ

(2.) Calouste Gulbenkian Museum

Avenida de Berna, 54A

T: 351-21-782-3000

เปิด อังคาร-อาทิตย์ 10.00-17.45 น.

ปิด ทุกวันจันทร์ ปีใหม่ คริสต์มาส และอีสเตอร์

ค่าเข้าชม คนละ 4 ยูโร

www.gulbenkian.pt

แสดงงานศิลปะและของสะสมส่วนตัวของมหาเศรษฐีเจ้าของบ่อน้ำมันชาวแอลมาเนีย Calouste Gulbenkian ที่สะสมงานศิลปะและเครื่องแก้วและเครื่องประดับสไตล์อาร์ตนูโวของลาลีค (Lalique Collection) ไว้มากมาย สวนสวยของที่นี่ยังมีมุมสงบให้พักผ่อนหย่อนใจจากความวุ่นวายของเมืองอีกด้วยหากได้มาวันอาทิตย์ อย่าพลาดชมคอนเสิร์ตในโถงหอสมุดที่จัดขึ้นเป็นประจำ เข้าฟรี สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซค์

(3.)  Ancient Art Museum

Rua das Janelas Verdes, Lapa

ไปด้วยรถรางสาย 25

เปิด พุธ-อาทิตย์ 10.00-18.00 น. (เข้าฟรีวันอาทิตย์)

ปิด จันทร์-อังคารช่วงเช้า (เปิด 14.00-18.00 น.)

ค่าเข้าชม คนละ 5 ยูโร

www.mnarteantigaipmuseus.pt

ได้ชื่อว่าเป็น “พิพิธภัณฑ์กระจกเขียว” ตามสีของกระจกอาคาร มีการแสดงภาพวาดอันมีค่าของศิลปินโปรตุเกส ดัชต์ และเยอรมัน ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15-18 และยังมีผ้าเฟอร์นิเจอร์ เครื่องเคลือบ และศิลปะจากตะวันออกที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย แอฟริกา อันเนื่องมาจากการค้าสมัยก่อน ศิลปะชิ้นเอกที่ควรดู ได้แก่ ภาพวาดของ Bosch ที่ชื่อว่า “Temptation of St. Anthony” ที่แสดงให้เห็นถึงการเข้ามาของชาวโปรตุเกสในสมัยนั้นและบรรดาข้าวของมีค่าทั้งหลายที่นายวาสโก เดอ กาม่า นำกลับมาหลังไปยึดเมืองในเอเชียได้

(4.) Berardo Museum

Praca do Imperio, Belem

เดินทางด้วยรถรางสาย 15

เปิด จันทร์-ศุกร์ 10.00-19.00 น. // เสาร์ 10.00-22.00 น.

เข้าชมฟรี

www.museuberardo.com

เป็นที่สะสมงานศิลปะสมัยใหม่กว่า 4,000 ชิ้นที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีผลงานของศิลปินเอก เช่น Warhol, Picasso, Dali, Duchamp, Magritte, Mir, Bacon, Jackson, Pollock, Jeff Koons อย่าพลาดชมภาพ Ten Foot Flowers และ Portrait of Judy Garland ของ Andy Warhol ภาพ Femme dans un fauteuil ของ Picasso และภาพ Oedipus and the Sphinx After Ingres ของ Francis Bacon

ลิสบอนยังมีพิพิธภัณฑ์อื่นที่น่าสนใจอีก เช่น

-Design Museum

สำหรับแฟชั่น เสื้อผ้า และการออกแบบต่างๆ

www.mude.pt

-Maritime Museum

แสดงโลกแห่งหารเดินทะเลโบราณของชาวโปรตุเกส

www.museu.marinha.pt

-Chisdo Museum

แสดงศิลปะสมัยใหม่ของโปรตุเกส

www.museudochiado-ipmuseus.pt

-Medeiros e Almeida Museum

แสดงของสะสมส่วนตัวที่หาดูยากตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เช่น เครื่องเงินของนโปเลียน

www.fundacaomedeirosealmeida.pt

 

 

เดินเที่ยวเมืองเก่าลิสบอน

กรุงลิสบอนตั้งอยู่บนภูเขา 7 ลูก ด้านหน้าหันออกแม่น้ำทากัส ซึ่งหากมองจากแผนที่จะไม่รู้ว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นเนินขึ้นลงชันตามแนวภูเขาแนะนำให้เริ่มจากจุดศูนย์กลางของเมืองคือ Avenida Da Liberdado ซึ่งเป็นถนนสายใหม่ที่สร้างเสร็จในค.ศ. 1886 ตามแบบชองป์เซลิเซ่ของปารีส และกลายเป็นศูนย์รวมของกิจกรรมเมืองแทนริมน้ำในอดีต ปัจจุบันยังเป็นศูนย์รวมร้านแบรนด์เนมต่างๆซึ่งทำให้เป็นถนนคนเดินที่คึกคักมากที่สุดแห่งหนึ่ง และมีลิฟต์เหล็กหน้าตาคล้ายหอไอเฟลคือ Elevador de Santa Justa ที่ออกแบบโดย Raul Mesnier de Ponsard ศิษย์คนหนึ่งของ Gustave Eiffel ผู้ออกแบบหอไอเฟลนอกจากลิฟต์ตัวนี้แล้ว ใกล้ๆกันยังเป็นรถกระเช้าที่เลื่อนขึ้นลงเขาเหล่านั้นได้อย่างสะดวกอีกด้วย

เดินเล่นลิสบอนเพลินแล้ว แนะนำให้ขึ้นรถรางสาย 28 จากกลางเมืองที่จะขึ้นเนินไปยังปราสาท St. George ย่านอัลฟาม่า แต่ต้องระวังยิปซีล้วงกระเป๋าเป็นพิเศษ เพราะรถรางสายนี้มักแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว

เมืองเก่าลิสบอนแบ่งออกเป็นย่านสำคัญ 4 ย่านใกล้ๆ กันคือ

อัลฟาม่า (Alfama) ส่วนเดียวของเมืองเก่าที่พื้นที่ส่วนใหญ่ไม่ถูกทำลายไปเมื่อเกิดแผ่นดินไหวในค.ศ. 1755 มีถนนเล็กๆคดเดี้ยวเลี้ยวลดจุดเดินเล่นสำคัญคือปราสาท Sao Jorge (St. George’s Castle เปิดทุกวัน 09.00-18.00 น.) อันเก่าแก่สมัยโรมัน ถูกใช้เป็นพระราชวังของกษัตริย์แขกมัวร์ แต่ก็ถูกยึดโดยกษัตริย์องค์แรกของโปรตุเกส (Afonsa Henriques) ในปีค.ศ. 1147

ไบโร อัลไต (Bairro Alto) ย่านเก่าที่กลางวันจะเต็มไปด้วยคนท้องถิ่นสูงวัยเดินเหินและทำกิจกรรมต่างๆบนเนินที่ขึ้นๆลงๆของเมืองนี้และนำให้ดูร้านเก๋ๆและหอศิลปะเล็กๆที่เปิดขึ้นมากมาย ยามค่ำคืนจะแปลงโฉมเป็นแหล่งผับบาร์ที่เต็มไปด้วยวัยรุ่น หนุ่มสาว มาระเริงราตรีกัน

บาช่า-ชิอาโด (Baixa-Chiado) บาช่า หรือ เมืองต่ำ (low town) อยู่ใกล้ๆกับย่านชิอาโด อดีตเป็นท่าเรือ ถูกเผาเป็นจุณไปเมื่อปี 1755 ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงใหม่ เต็มไปด้วยร้านค้าแฟชั่นทั้งเชนใหญ่ๆและนักออกแบบท้องถิ่น รวมทั้งตลาดขนาดใหญ่ที่คนลิสบอนนิยมจับจ่ายแม้จะมีห้างสรรพสินค้าตั้งขึ้นมากมายแล้วก็ตาม อาหารขึ้นชื่อของโปรตุเกสก็คือปลาคอด แต่ด้วยท้องทะเลโปรตุเกสนั้นไม่มีปลาคอด จึงต้องนำเข้าปลาคอดแช่เกลือจากนอร์เวย์ซึ่งน้ำทะเลเย็นกว่า

เบเล่ม (Belem) ย่านเก่าริมน้ำที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญคือ หอเบเล่ม (Torre de Belem) หอเก่าแก่อายุกว่า 500 ปี สร้างขึ้นเพื่อป้องกันฝั่งแม่น้ำ และเป็นจุดออกเรือของนักเดินเรือโปรตุเกสตั้งแต่สมัยค้นพบโลก เดิมตั้งอยู่กลางแม่น้ำ นับเป็นความสามารถของคนโบราณอย่างยิ่ง แต่หลังจากแผ่นดินไหวในปีค.ศ. 1755 แม่น้ำทากัสก็เปลี่ยนกระแส ประกอบกับการก่อสร้างของพื้นที่ริมน้ำสมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เลยทำให้หอแห่งนี้ดูเหมือนอยู่ติดฝั่งอย่างปัจจุบัน

หลังเดินชมหอเบเล่มแล้ว แนะนำให้เดินไปยัง Monument of Discoveries ที่อยู่ไม่ไกล อนุสรณ์ระลึกถึงการค้นพบโลกใหม่ของโปรตุเกสพื้นที่ตรงหน้าอนุสาวรีย์เป็นแผนที่โลกหินอ่อนขนาดใหญ่ที่รัฐบาลแอฟริกาใต้มอบให้เป็นของขวัญเมื่อปีค.ศ. 1960 และว่ากันว่าเงาของอนุสาวรีย์แห่งนี้จะทาบลงบนแผนที่ตามลำดับของการเดินเรือไปประเทศต่างๆของโปรตุเกสอีกด้วย

ตรงข้ามอนุสาวรีย์คือโบสถ์เจอโรนิโมส์  (Jeronimos Monastery-ปิดวันจันทร์) อันวิจิตรแสดงถึงความมั่งคั่งอย่างมากในอดีต โบสถ์สร้างมากว่า 500 ปีแล้วเช่นกัน และเป็นหนึ่งเพียงไม่กี่แห่งที่รอดพ้นจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ อีกทั้งยังคงสถานที่ๆเราสามารถเข้าไปชมความงามและความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมอันฟู่ฟ่าที่เรียกว่าสถาปัตยกรรมแบบ Manueline อันเป็นเอกลักษณ์ของสิ่งก่อสร้างอันเลิศหรูสมัยกษัตริย์ Manuel ที่ 1

ซึ่งสามย่านแรกนั้นอยู่ใกล้ๆกัน สามารถเดินเล่นเองได้ อาจต้องมีการขึ้นกระเช้าหรือลิฟต์บ้างตามสถานภาพร่างกาย ส่วนย่านบาเล่มนั้นจะอยู่ไกลออกไปทางตะวันตก ดังนั้นต้องขึ้นรถราง รถเมล์หรือแท็กซี่ต่อไปเอง

ทาร์ตไข่-ทาร์ตโปรตุเกส

ทาร์ตไข่ หรือ ทาร์ตโปรตุเกส เป็นต้นกำเนิดของทาร์ตไข่ที่มาเก๊าคือมีหน้าไหม้จากน้ำตาลที่ถูกอบจนเกรียม ทาร์ตไข่เป็นตำนานขนมของโปรตุเกสอย่างแท้จริง เพราะเริ่มมีการอบขนมชนิดนี้เพื่อขายเป็นครั้งแรกหลังจากมีการยกเลิกระบอบอารามหลายร้อยปีก่อน ทำให้ทั้งพระและชีต้องพยายามหาเลี้ยงชีพโดยการอบทาร์ตไข่ขายจนโด่งดังมาจนทุกวันนี้

วิธีทานทาร์ตไข่โปตุเกส คือให้โรยผงอบเชยที่วางให้บนโต๊ะก่อนทาน สามารถหาได้ตามถนนในลิสบอนทั่วเมือง โดยเฉพาะย่านนักท่องเที่ยวเช่น Rossio, Bairro Alto, Alfama, และ Baixa

 

 

ร้านขนมอร่อยในลิสบอน

Pastelaria-Padaria

Sao Roque café

Rua Dom Pedro v, 57

T: 351-21-322-4356

อันเก่าแก่และสวยงาม ตกแต่งแบบอาร์ตเดโค ขึ้นชื่อเรื่องทาร์ตไข่สูตรโบราณ และขนมปังหน้ามะพร้าว (po de dues ที่แปลว่า ขนมปังของพระเจ้า)

Antiga Casa de Pasteis de Belem

Rua de Belem, 1300-085, Lisbon, Portugal

T: 351-21-363-7423

www.pasteisdebelem.pt

เปิด ทุกวัน (ฤดูหนาว 1 พฤศจิกายน-30 เมษายน // จันทร์-เสาร์ 08.00-23.00 น. // อาทิตย์ 08.00-22.00 น. ฤดูร้อน 1 พฤษภาคม-31 ตุลาคม จันทร์-อาทิตย์ 08.00-24.00 น.)

ร้านทาร์ตไข่สูตรคลาสสิค ดำเนินการมาเกือบสองร้อยปี โดยใช้สูตรลับดั้งเดิมของพระและชี ร้านนี้คนแน่นมากและขายทาร์ตไข่ราคาแพงกว่าร้านอื่น

A Brasileira

Rua Garret, 120 1200-205 Lisbon

T: 351-21-346-9541

ชื่อร้านแปลว่า “สาวบราซิล” ร้านขายเมล็ดกาแฟแท้จากบราซิล สวยเด่นกลางจัตุรัสชิอาโด (Chiado Square) เก่าแก่และโด่งดังมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1905 นอกจากขายกาแฟ ชา และเครื่องดื่มแบบต่างๆแล้ว ยังขายอาหาร ขนมอบโปรตุเกส เช่น ทาร์ตไข่ ขนมปังหน้ามะพร้าว และขนมปังหน้าไข่ ว่ากันว่าในอดีตเป็นร้านโปรดของเหล่านักคิดนักเขียนของเมือง และเนื่องจากเป็นหนึ่งในร้านยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ราคาจึงแพงกว่าปกติ

อาหารโปรตุเกส

แม้จะอยู่ติดกับสเปนที่มีวัฒนธรรมเซียสต้า (siesta) หลังอาหารกลางวัน คนลิสบอนกลับทานอาหารตามเวลาปกติคือ อาหารกลางวันประมาณเที่ยงถึงบ่ายสาม และอาหารเย็นประมาณสองทุ่มเป็นต้นไปถึงประมาณเที่ยงคืน

คนลิสบอนทานอาหารทะเลกันมาก แต่มักเว้นทานกันวันจันทร์เพราะเรือทะเลหยุดงานวันอาทิตย์ วันจันทร์จึงมักเสิร์ฟเนื้อสัตว์ต่างๆเช่น สเต๊ก ไส้กรอก ไข่ดาว ถั่งแดงตุ๋นกับเนื้อ หูหมู (เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของอาหารโปรนตุเกส) หรืออาหารพื้นถิ่นของแคว้นอลันเตโจ (Alantejo) ทางเหนือของลิสบอน เช่น หมูผัดกับหอยลาย (Pork Alentejana) และที่ขาดไม่ได้คือไวน์ ซึ่งดื่มกันตั้งแต่กลางวัน

ตามโต๊ะอาหารในลิสบอน มักมีอาหารว่างตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว เช่น ชีสนมแพะ (queijo de nisa) หรือชีสเนื้อแน่นแบบต่างๆ มะกอกดอง ไส้กรอกโชริโซ่ หรือแม้แต่ปาเต้ (pate) ปลาซาร์ดีน หรือทูน่า และขนมปัง เป็นอาหารว่างที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ดังนั้นถ้าไม่อยากเสียเงินก็ไม่ควรแตะต้อง

ร้านอาหารอร่อยในลิสบอน

Chafariz do Vinho

Rua de Mae d’Agua Praca da Alegria;

T: 351-21-342-2079

www.chafarizdovinho.com

ไวน์บาร์และร้านอาหารที่สร้างในรางน้ำเก่าของเมือง เสิร์ฟไวน์โปรตุเกส โดยเฉพาะไวน์ที่ผลิตโดยไร่ไวน์อิสระเล็กๆคู่กับอาหารเคียงจานเล็ก เช่น ไส้กรอกรมควันกับกะหล่ำปลี กุ้งกับเห็ด และปลาคอดรมควันกับองุ่น หรือจะทานอาหาร 4 คอร์ส เสิร์ฟคู่ไวน์ราคาเริ่มที่ 32 ยูโรต่อคน

 

 

Royale Café

Largo Rafael Bordalo Pinheiro, 29

T: 351-21-346-9125

www.rayalecafe.com

อาหารเบาๆเปลี่ยนบรรยากาศจากอาหารโปรตุเกสมื้อหนัก แนะนำร้านในย่านชิอาโด (Chiado) ที่แสนเก๋เสิร์ฟอาหารฝรั่งง่ายๆแบบคุ้นเคยเช่น สลัดต่างๆ แฮมเบอร์เกอร์ ฮัมมุส ซุป ฯลฯ และแนะนำคาเฟทีเรียของ National Museum of Ancient Art Rua das Janelas Verdes, 95 ที่เสิร์ฟสลัด พาสต้า และอาหารทานง่ายแบบต่างๆในบรรยากาศสวนสวย

Adega Dantas

Rua Marechal Saldanha, 15 ao Camoes

T: 351-21-342-0329

ร้านอาหารโปรตุเกสแบบดั้งเดิมราคาไม่แพง เช่น บาคาเลาย่าง (Bacalhau) ปลาหมึกย่าง (Polvo) หรือไส้กรอกหมูแบบดปรตุเกสทอด (Alheira) และอาหารจานเนื้อต่างๆ

คลับ บาร์

คนชอบดนตรี ขอแนะนำคลับ

Hot Clube de Portugal

Praca de Alegria, 39

T: 351-21-346-7369

www.hcp.pt

อันเก่าแก่กว่า 60 ปี ที่เคยเป็นสถานที่แจมวงของดนตรีแจ๊สจากอเมริกาปัจจุบันนักดนตรีส่วนมากเป็นคนรุ่นใหม่ที่เรียนดนตรีแจ๊สแล้วมาประลองฝีมือกันที่นี่ วงเริ่มประมาณ 5 ทุ่ม เป็นต้นไปถึงเกือบๆตีหนึ่ง

Pavilhao Chines

Rua Dom Pedro V, 89

T: 351-21-342-4729

บาร์เดิ้นที่สุดเรื่องการตกแต่งแบบโบราณ อดีตเป็นร้านขายของชำและโรงงานทำไม้ ปัจจุบันประดับตกแต่งด้วยของเก่าที่เจ้าของสะสมไว้เช่น รถไฟของเล่น ถ้วยโบราณ กาน้ำชากระเบื้อง และตุ๊กตุ่นทหารเก่าแก่ ลูกค้าสวนมากมาดื่มวิสกี้ เบียร์หรือเล่นบิลเลียดในห้องด้านหลัง

ย่าน Bairro Alto มีผับบาร์เยอะมาก และหากชอบไวน์ แนะนำ Institouto do Vinho do Porto หรือสถาบันพอร์ตไวน์ อยู่ในอพาร์ตเมนต์บนถนน Rua de Snao Pedro de Alcantara, 45 สามารถชิวพอร์ตไวน์หลากชนิด

พิพิธภัณฑ์และโบสถ์

วันอาทิตย์ ไปมิสซาที่โบสถ์

โปรตุเกสเป็นประเทศที่เคร่งศาสนา (คริสต์คาทอลิก) มากที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป ซึ่งหมายความว่ามีโบสถ์เยอะตามไปด้วย แนะนำให้ลองไปร่วมพิธีมิสซาที่โบสถ์ดูหากมีเวลา

Jesuit Sao Roque Church

Largo Tridade Coelho;

T: 351-21-323-5383

สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 16 ด้านนอกอาจดูเรียบพื้น แต่ด้านในภาพวาดเพดานและกำแพงประดับด้วยหินและพลอยสีต่างๆหินอ่อน กระเบื้อง ทอง และเงิน และบทเพลงมิสซาอันแสนไพเราะ

 

โบสถ์ที่น่าสนใจอื่นๆได้แก่

-โบสถ์ Santa Luzia จุดเด่นที่ประดับกระเบื้องโบราณขาว-น้ำเงิน

-โบสถ์ Santo Antonio อันเป็นนักบุญแห่งทรัพย์สินที่สูญหายและวิญญาณที่โดดเดี่ยว แต่ในบรรดาโบสถ์ทั้งหมด คงไม่มีที่ไหนเทียบเท่า

-โบสถ์ Monastery of Jeronimos (เข้าฟรีเช้าวันอาทิตย์) อันสวยงามวิจิตร สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยปีค.ศ. 1502-1551 โดยคำสั่งของกษัตริย์ King Dom Manuel ที่สร้างเพื่อนต้อนรับการกลับบ้านเกิดอย่างปลอดภัยของนายวาสโก เดอ กาม่า จากอินเดีย สถาปัตยกรรมของโบสถ์แห่งนี้เป็นตัวอย่างงานประเภท “Manueline” อันโด่งดัง จากนั้นให้เลยไปเที่ยวสวนสวยด้านหน้าของโบสถ์ด้วย ถนนหน้าโบสถ์นับเป็นถนนสวยที่สุดแห่งหนึ่งของลิสบอน เพราะอยู่ริมน้ำ มีตึกรามบ้านช่องโอ่อ่า คาเฟ่ร้านอาหารมากมาย

เดินทางในลิสบอน

หากได้พักในโรงแรมกลางใจเมืองเก่า เดินเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการชมเมืองนี้ เพราะทุกอย่างอยู่ใกล้กัน หรือหากออกไปย่าน Lapa ริมแม่น้ำ ก็ขึ้นรถรางสาย 25 หรือชมเมืองให้ขึ้นรถรางสาย 28 ที่จะขึ้นเนินสูงไปถึงปราสาท Sao Jorge ได้เลย

รถใต้ดิน รถเมล์ รถราง ลิฟต์ และกระเช้า

รถไฟใต้ดินของลิสบอน แม้จะไม่ได้ครอบคลุมตัวเมืองทั้งหมดเหมือนเมืองใหญ่ในยุโรปอื่นๆ แต่ก็สะดวก มีทั้งหมด 4 สาย สามารถซื้อตั๋วเที่ยวเดียวได้ราคาประมาณ 1.10 ยูโรต่อคน หรือจะซื้อตั๋วรวมเมโทรกับรถเมล์ รถราง และลิฟต์ได้วันละ 3.70 ยูโรต่อคน รายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับรถไฟใต้ดิน www.metrolisboa.pt

โรงแรมแนะนำในลิสบอน

ย่านสะดวกในการหาที่พักคือ ย่านเมืองเก่า โดยเฉพาะบนถนน Avenida da Liberdade ซึ่งเป็นถนนที่มีทุกอย่าง สวยงาม และสะดวกต่อการเดินเล่นเมืองเก่า หรือขึ้นรถไฟ

 

 

The Solar dos Mouros

Rua do Milagre de Santo Antonie, 6

T: 351-21-885-4940

www.solardosmouros.com

อยู่ใกล้ปราสาท Sao Jorge ย่าน Alfama ทำให้สะดวกมากในการเดินย่ำเมืองเล่น แถมยังเห็นวิวแม่น้ำทากัสด้วย มี 13 ห้องตกแต่งไม่เหมือนกัน เจ้าของเป็นนักวาดภาพ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละห้องที่นี่จึงเป็นสถานที่จัดแสดงผลงานของเขา ราคาเริ่มที่ 119 ยูโรต่อคืนพร้อมอาหารเช้า

The Clarion Suites

Rua Rodrigo de Fonseca, 44-5, Lisbon

T: 351-21-004-6600

www.clarionhotel.com

โรงแรมกึ่งอพาร์ตเมนต์อยู่ใกล้จัตุรัส Marques de Pombal ไม่ไกลจากเมืองเก่านัก เป็นตึกสูงทันสมัย ห้องตามมาตรฐานโรงแรมเครือใหญ่ๆทั่วไป มีห้องแบบสตูดิโอ หนึ่งและสองห้องนอน เหมาะสำหรับครอบครัวราคาเริ่มต้นที่ 98 ยูโรต่อคืน ไม่รวมอาหารเช้า

Family Macedo

Rua Palmira 44, 1170-289 Lisbon, 351

www.familymacedo.com

เกสต์เฮาส์ สไตล์ Bed and Breakfast บรรยากาศน่ารักและอยู่กลางใจเมืองเก่า ตกแต่งห้องด้วยของเก่าที่เจ้าของสะสมเองราคา 39-44 ยูโรต่อคืน ไม่รวมอาหารเช้า

 

 

Residencial Florescente

Rua Portas de Santo Antao 99, 1150-266, Lisbon

T: 351-21-342-6609

www.residencialflorescente.com

โรงแรมเล็กๆน่ารัก สะอาดอยู่ใจกลางเมือง สะดวกมากๆราคา 50+65 ยูโรต่อคืน รวมอาหารวาย-ฟายอินเทอร์เน็ตฟรี

Dom Sancho Residencial

Avenida da Liberdade, 2002, Lisbon

T: 351-21-351-3160

www.domsancho.com

โรงแรมเล็กๆย่านกลางเมืองมี 40 ห้อง ตกแต่งเรียบง่ายสะอาดมีอินเทอร์เน็ต ราคาเคิ่มที่ 60-100 ยูโรต่อคืน ไม่รวมอาหารเช้า

ฟาติมา

FATIMA

อยู่ห่างจากลิสบอนไปทางเหนือ 142 กิโลเมตร เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวคาทอลิก ที่มาสวดมนต์กับพระนางมารี (Virgin Mary) วัดพระแม่ฟาติมามีขนาดใหญ่มาก มีทั้งโบสถ์เก่าและใหม่ และมีพรมปูยาวตั้งแต่ด้านนอกเข้าไปถึงบริเวณวัด สำหรับให้คนมาสวดมนต์และคลานเข่าเข้าไปอันถือว่าเป็นวิธีแสดงการอุทิศตน

เดิมเป็นเมืองเล็กๆที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้า ไร่นา และไร่มะกอก แต่เมื่อปี 1917 เกิดมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับเด็กเลี้ยงแกะสามคน ที่อ้างว่าเห็นการมาปรากฏกายของพระแม่มารีในช่วงวันที่ 12 พฤษภาคม-12 ตุลาคมในปีนั้น และบอกความลับ 3 ประการให้แก่เด็กทั้งสาม ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และมีคนมาไหว้ปีละหลายล้านคน โดยเฉพาะในช่วงเวลาดังกล่าวของแต่ละปี พระแม่ฟาติมาขึ้นชื่อเรื่องการช่วยเหลือผู้หญิงและเด็ก

พระสันตะปาปา จอห์น พอลที่ 2 เคยมาสักการะพระแม่ฟาติมาในวันที่ 12 พฤษภาคม ปี 1982 เพื่อขอบคุณท่านที่ช่วยให้รอดจากการลอบยิงในปีก่อนหน้านั้น และอีกครั้งในวันที่ 13 พฤษภาคม ปี 2000 ซึ่งท่านได้เปิดเผยในเวลาต่อมาว่า หนึ่งในความลับที่พระแม่ได้บอกกับเด็กสามคนก็คือพระสันตะปาปาองค์นี้จะถูกลอบสังหารนั่นเอง

ด้านนอกและด้านในโบสถ์มีงานศิลปะจากศิลปินหลายประเทศ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและประวัติต่างๆของฟาติมา www.santuario-fatima.pt

เว็บไซต์ที่มีประโยชน์ต่อการจองห้องพักในลิสบอนและเมืองอื่นๆในโปรตุเกสคือ

www.maisturismo.pt

www.portugalvirtual.pt

3.แวะยิบรอลตาร์

GIBRALTAR

ยิบรอลตาร์ เมืองท่าสำคัญสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ยังคงเป็นพื้นที่ของประเทศอังกฤษ

ดังนั้นหากมาที่นี่จะต้องขอวีซ่าเพิ่ม โดยมีทางเลือกดังนี้

1.วีซ่าเข้ายิบรอลตาร์

เรียกว่าวีซ่าสำหรับเข้า Commonwealth Countries/Overseas Territories ราคาวีซ่าประมาณ 2,700 ต่อคน และต้องจ่ายค่าดำเนินการส่งเอกสารอีกประมาณคนละ 3,700 บาท

2.วีซ่าเข้าประเทศอังกฤษ

สามารถเข้ายิบรอลตาร์ได้เลยหากมีวีซ่าเข้าอังกฤษประเภทระยะยาวอย่างน้อย 2 ปี ราคาวีซ่าประเภทนี้ประมาณ 12,000 บาทต่อคน

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอวีซ่าเข้ายิบรอลตาร์และประเทศอังกฤษ www.vfs-uk-th.com หรือ โทร: 02-800-8050

เงินตรา สกุลปอนด์ หรือยูโรก็ได้

ภาษา อังกฤษ

อาหาร ฟิชแอนด์ชิพ และอาหารผับสไตล์อังกฤษ ควรหาผับอังกฤษนั่งในย่านเมนสตรีทดูผู้คนเดินไปมาแล้วทานอาหารอังกฤษเก่าแก่ เช่น ไส้กรอกกับมันบด (Bangers and Mash)

And the rain has been faithful to England…

ยิบรอลตาร์คือพื้นที่ปลายติ่งสุดสเปนอันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั้งทางทหารและเศรษฐกิจที่ยังคงเป็นเขตแดนของประเทศอังกฤษตั้งแต่ปีค.ศ. 1713 และแม้ว่าสเปนจะพยายามทำสงครามเพื่อยึดคืนพื้นที่นี้มาจากอังกฤษหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยสำเร็จ ทำให้พื้นที่ตรงนี้คงเป็นหนามในใจของชาวสเปนตลอดมา

ยิบรอลตาร์มีชื่อเสียงเกี่ยวข้องกับสงครามมาตลอด เพราะเป็นฐานทัพทหารเรือของอังกฤษ มีชื่อปรากฏในข่าวตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองเรื่อยมาจนถึงสมัยสงครามเย็นในยุค 1970 นอกจากนี้ ยิบรอลตาร์ยังเป้นพื้นที่ที่เจ้าเมืองแทงเจียร์ (Tangier) ของมอร๊อกโกใช้เป็นฐานทัพขณะข้ามทวีปมาบุกยึดสเปนเมื่อกว่าหกร้อยปีที่แล้วด้วย ทำให้ที่นี่ยังมีร่องรอยความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมแขกมัวร์ ในฐานะเส้นทางสัญจรที่สำคัญระหว่างทวีปยุโรปและทวีปแอฟริกา เป็นทางเข้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และเป็นท้องทะเลช่วงที่มีการจราจรหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

คนที่นี่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เดิมเคยเป็นดินแดนต้องห้ามของคนสเปน แต่ในปี 1985 เมื่อสเปนเข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกสหภาพยุโรป ก็มีการเปิดประเทศให้คนสเปนและอังกฤษข้ามไปมาเพื่อทำงานและอยู่อาศัยในย่านนี้ได้อย่างสะดวก

ยิบรอลตาร์มีเนื้อที่เพียง 6.8 ตางรากิโลเมตร แบ่งคร่าวเป็นสองส่วน คือ 1. The Rock และ 2. ในเมืองย่านถนนคนเดิน

The Rock หรือภูเขาสูงที่เป็นสัญลักษณ์ของดินแดนที่เคยเป็นส่วนของฐานทัพอังกฤษ ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องใช้บริษัททัวร์ท้องถิ่นพาชม ทัวร์ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเหมือนกันคือ พาไปดูถ้ำ St. Michael’s สวนอนุรักษ์ลิง อุโมงค์ที่ขุดขึ้นใหม่ในสงคราม Great Siege และปราสาทแขกมัวร์ ซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

นอกจากซื้อทัวร์ไปเที่ยวแล้ว ก็น่าเดินเล่นที่ Main Street ในตัวเมืองเก่าที่มีกำแพงล้อมรอบ โดยเข้าทาง Watergate บรรยากาศโดยรวม เหมือนเมืองตากอากาศเก่าๆเกือบร้างของอังกฤษ ทุกอย่างออกแนวทรุดโทรม โดยเฉพาะสถานที่ราชการที่ยังพอมีเค้าหลงเหลือถึงความอลังการและสำคัญในอดีตยุคสงคราม มีโบสถ์ทั้งใหญ่และเล็กมากมาย ที่เด่นคือ Cathedral of St. Mary the Crowned สร้างขึ้นจากมัสยิดเก่าหลังจากที่คริสเตียนสามรถขับไล่แขกมัวร์ออกไปได้ในสมัย 1462 โบสถ์แห่งนี้ถูกทำลายไปอย่างมากระหว่างสงคราม Great Siege และได้รับการบูรณะใหม่อีกครั้งในยุค 1800 (Cathedral of St. Mary the Crowned เปิดทุกวัน 10.00-19.00 น.)

อีกกิจกรรมหลักของนักท่องเที่ยวคือ ซื้อสินค้าปลอดภาษี โดยเฉพาะคนที่มาจากยุโรปหรือกำลังจะเดินทางไปแอฟริกา มักแวะซื้อบุหรี่ เหล้า น้ำหอม เป็นของฝาก แต่สำหรับคนที่ไม่ต้องการซื้อของดังกล่าวการได้มาเดินเล่น ดูบ้านเมืองที่เคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสมัยสงครามโลก ทานฟิชแอนด์ชิพ ดื่มเบียร์ในผับอังกฤษ นั่งมองฝนที่มักตกลงมาอย่างซื่อสัตย์ในดินแดนอังกฤษ ก็นับว่าเป็นการเที่ยวแบบง่ายๆ สบายๆ ก่อนลุยต่อเรือข้ามไปทวีปแอฟริกาอันเป็นจุดหมายต่อไป

4.ข้ามมา โมร๊อกโก

MOROCCO

ประเทศที่อยู่ติ่งเหนือสุดของทวีปแอฟริกาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมมาตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชื่อเสียงเพราะๆของเมืองต่างๆในโมร๊อกโก เช่น คาซาบัลงก้า แทงเจียร์ ราบัต มาราเกช เมกเนส เฟซ อาซิล่า และทะเลทรายซาฮาร่า ทำให้ประเทศนี้มีเสน่ห์มาก นอกจากนั้นหนังฮอลลีวู้ดมากมาย เช่น Casablanca และ Bourne Ultimatum ยังเลือกเมืองของโมร๊อกโกนี้เป็นฉากสำคัญทำให้ประเทศยิ่งดังเข้าไปกันใหญ่

 

 

 

เงินตรา

เดอร์แร่ม (Dirham) (อัตรามักอยู่ที่ประมาณ 1:10 ของยูโร เช่น 370 เดอร์แร่ม= ประมาณ 37 ยูโร) และได้เฉพาะที่ธนาคารในประเทศโมร๊อกโกเท่านั้น และเราไม่สามารถแลกกลับเป็นยูโรได้เมื่อเที่ยวเสร็จ เขาบังคับไว้เช่นนั้น และยังออกกฎห้ามนำเงินเดอร์แร่ม ออกนอกประเทศด้วย โดยมีการติดกล่องรับบริจาคเงินเดอร์แร่มที่นักท่องเที่ยวใช้ไม่หมดไว้ตามท่าเรือเฟอร์รี่ และสนามบินเพื่อความสะดวก ดังนั้นแนะนำว่าให้แลกเท่าที่จะใช้ + ช๊อปปิ้งอีกเล็กน้อยน่าจะพอดี

วีซ่า

คนไทยต้องทำวีซ่าเข้าโมร๊อกโก ราคาประมาณคนละ 1,500 บาท

รายละเอียดที่ www.moroccoembassybangkok.org

อากาศ

ตอนเหนือของประเทศเช่น เมืองแทงเจียร์ อาซิล่า ราบัต อากาศหนาวเล็กน้อยในหน้าหนาว ควรพกเสื้อแจ็กเก็ตไปด้วย แต่สำหรับเมืองที่อยู่ด้านใน เช่น เฟซ และมาราเกช เนื่องจากอยู่ใกล้กับทะเลทรายซาฮาร่า อากาศจึงแห้งและร้อน กระทั่งในหน้าหนาวหรือฤดูใบไม้ผลิก็ตาม ดังนั้นหากไปเที่ยวหลายเมือง และนำให้ติดรองเท้าแตะและกางเกงขาสั้นไปด้วย สำหรับคนที่ไม่ชอบอากาศร้อนเหนอะหนะ ช่วงหน้าเที่ยวคือปลายฤดูหนาวแต่ช่วงที่ไม่น่าเที่ยวอย่างยิ่งคือ ช่วงถือศีลอด (Ramadan) เพราะทุกเมืองจะเงียบมาก (โมร๊อกโกเป็นมุสลิมซุนหนี่) ทางที่ดีเช็กวันถือศีลก่อนเดินทาง

อาหาร

เครื่องเทศ น้ำกุหลาบ ชามินต์ ขนมเพสตรีอบ ทาจีน (tagine หรืออาหารรอบหม้อดินที่อาจทำจากเนื้อวัว แกะ หรือไก่ใส่ลูกเกดหรือลูกพรุน) คุสคุส (couscous) ซุปถั่ว อินทผลัมทั้งสดและแห้ง ส้ม มะนาวเหลือง เป็นอาหารประจำชาติร็อคโค โดยเฉพาะบรรดาเครื่องเทศและสมุนไพร ที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อกลับบ้านมาเป็นของฝากด้วย หรือเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ เช่น มาราเกชและแทงเจียร์ก็มีอาหารฝรั่งเศสด้วยโมร๊อกโกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสมานานหลายสิบปี

ภาษา

อารบิกและฝรั่งเศส

การเดินทางภายในแต่ละเมือง

แต่ละเมืองไม่มีรถประจำทางหรือรถไฟฟ้าใต้ดิน ดังนั้นทางที่ดีคือให้เลือกโรงแรมที่อยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ เช่น เมดิน่า คาสบาห์ หรือซุค หรือใช้แท็กซี่เล็ก (petit taxi) ที่มีวิ่งเกลื่อนเมือง แต่ต้องต่อราคาค่าจ้างให้แน่นอน โดยให้ทางโรงแรมแนะนำ

ช้อปปิ้ง

แม้พรมเปอร์เซียจะเป็นสินค้าขึ้นชื่อ ด้วยลวดลายงามวิจิตรและทนทาน แต่การซื้อพรมที่โมร๊อกโกไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากจะต้องดูเป็นแล้วว่างานดีจริง ยังต้องสามารถรู้ระดับราคาที่สมเหตุสมผลอีกด้วย ราคาเริ่มประมาณ 600-1,000 ยูโรต่อผืนขนาด 6x6 ฟุต

เครื่องหนัง

ใครชอบงานหนังดิบๆสไตล์ฮิปปี้ ต้องชอบเครื่องหนังของโมร๊อกโก ร้านเครื่องหนัง มักอยู่ในซุค (Souk) บริเวณเมืองเก่าเมดิน่า (Medina) อย่าลืมต่อรองราคาอย่างน้อย 50%

เครื่องเทศ สมุนไพรต่างๆ

โมร๊อกโกเป็นประเทศขึ้นชื่อเรื่องเครื่องเทศมาก เมืองใหญ่ๆเช่น เฟซและมาราเกช มีร้านที่เรียกว่า Herbalist ขายสมุนไพรที่นำมาสกัดเป็นเครื่องสำอง เช่น ครีม โลชั่น ลิปมัน น้ำมันนวด และสมุนไพรแห้งแบบต่างๆ

แทงเจียร์

TANGIER, TANGER

แทงเจียร์เป็นเมืองด่านหน้าของโมร๊อกโก ทางเหนือสุดของทวีปแอฟริกาเหนือและใกล้ยุโรปมากที่สุด ทำให้แทงเจียร์ หรือทองเจียร์ (Trangier, Tanger) เป็นเมืองที่มีความเป็นฝรั่งมากที่สุด และมีประวัติศาสตร์เกี่ยวเนื่องกับต่างชาติมากที่สุดของโมร๊อกโกด้วย

จากสเปนสามารถขึ้นเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากมาแทงเจียร์ได้หลายท่าเช่น ท่ายิบรอลตาร์ ท่าอัลจาซีร่าห์ (Algeciras) และท่าทารีฟา (Tarifa) ที่เราใช้ในการเดินทางครั้งนี้ ที่เลือกท่านี้ก็เพราะเป็นท่าที่อยู่ติ่งใต้สุดของสเปนเป็นช่วงช่องที่แคบที่สุด สามารถข้ามช่องแคบได้เร็วที่สุด อีกทั้งเรือเฟอร์รี่ก็มีขนาดใหญ่ ใหม่ ทันสมัย และปลอดภัย ใช้เวลาข้ามฟากเพียง 35 นาทีเท่านั้น เรือใหญ่นี่สำคัญมากเพราะช่องแคบยิบรอลตาร์ (Strait fo Gibraltar) ได้ชื่อว่ามีคลื่นลมแรงมาก

เดินเที่ยว

ด้วยอดีตที่มีชาติยุโรปปกครองเมือง แทงเจียร์เลยถูกแบ่งเขตให้เป็นของประเทศต่างๆ เช่น French Quarter, Spanish Quarter และโซนอื่นๆของอังกฤษ อิตาลี และเบลเยี่ยมในปี 1928 ทำให้บ้านเมืองของที่นี่ดูแล้วคล้ายยุโรปมาก และเขตดูทันสมัยที่สุดคือเขตของฝรั่งเศสเพราะมีคาเฟ่แบบฝรั่งเศส หนึ่งในนั้นเป็นฉากถ่ายทำหนังเรื่อง Bourne Identity ด้วย

ร้านอาหารอื่นๆในแทงเจียร์

Gran Café de Paris

Ville Nouvelle, Place de France

เป็นฉากในหนัง Bourne Identity มีลักษณะเหมือนคาเฟ่ยุโรปใหญ่ๆสมัยก่อน เหมาะสำหรับเป็นสถานที่นั่งดูคนและจินตนาการกลับสู่วันเวลาเก่าๆที่เมืองนี้เต็มไปด้วยสายลับ

Atlas Bar

Ville Nouvelle, Avenue Prince Herititer

เปิด ทุกวัน 18.00-เที่ยงคืน บาร์เก่าแก่ อายุกว่า 80 ปี จึงดูทรุดโทรม แต่ด้านในเป็นที่นั่งชิลอย่างดีเป็นบาร์ที่คนเก่าแก่มักมานั่งหลังเลิกงาน (ราคา $)

Anna e Paolo

Ville Nouvelle, 72 Avenue Prince Herititer

T: 039-94-46-17

เปิด ทุกวัน 12.30-14.30 น. // 19.30-22.30 น.

ร้านอาหารอิตาเลียนครบชุดเหมาะสำหรับคนที่อยากออกนอกบรรยากาศแห่งความเป็นโมร๊อกโก ด้วยพิซซ่าและพาสต้า มีบริการแบบสั่งกลับด้วย (ราคา $)

Café Hafa

Ville Nouvelle, ตรงข้ามสนามกีฬา Avenue Mohamed Tazi

เปิด ทุกวัน ตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงเย็นๆ

ร้านเก่าแก่ มีวิวสวยของทะเลแทงเจียร์ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจะเก่าแก่ไปตามอายุรวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ ห้องน้ำ ฯลฯ อาหารพื้นๆ เช่น ชามินต์ กาแฟเข้มสุดๆ ซุปประจำวัน หรือบางครั้งอาจมีไข่เจียวบ้าง ต้องขึ้นแท็กซี่คันเล็กไปแล้วมองหาร้านที่มีเปลือกหอยติดอยู่ที่ประตู (ราคา $)

Caid’s Bar

Ville Nouvelle, El Minzah, 85 Rue de la Liberte

T: 039-33-34-44

www.elminzah.com

เปิด ทุกวัน เที่ยงวัน-เที่ยงคืน

บาร์เก่าแก่สวยงามในโรงแรมเก่าแก่และสวยงามเช่นกัน สามารถมาดริ๊งค์ก่อนอาหารในห้องอาหารของโรงแรมที่อยู่ตรงข้ามลานก็ได้ อย่าลืมมองดูรูปถ่ายบรรดาดาราและคนดังต่างๆที่เคยมาพัก สมัยแทงเจียร์รุ่งตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 (ราคา $$)

DARNA

(Maison Communautaire des Femmes)

Ville Nouvelle, Rue Jules Cot, place du 9 Avril

T: 039-94-70-65

เปิด ทุกวัน 09.30-17.30 น.

ดำเนินการโดยสหกรณ์สตรีของแทงเจียร์ เสิร์ฟอาหารโมร๊อกโกที่อร่อยที่สุดแห่งหนึ่ง เมนูเปลี่ยนไปทุกวันตามอาหารสดที่ซื้อได้ อาหารเด็ดคือบรรดาทาร์จีนปลาปรุงด้วยแองโชวี่ ซุปกุ้งหอมสมุนไพร ฯลฯ (ราคา $)

La Giralda

Ville Nouvelle ตรงข้าม Terrase des Parasseux, Boulevard Pasteur

เปิด ทุกวัน 06.30-22.00 น.

ร้านตรงลาน Terrase des Parasseux ที่มองเห็นช่องแคบยิบรอลตาร์ ขายอาหารว่าง เครื่องดื่ม ไอศกรีม และเครปหลายรส เช่นน้ำผึ้งและถั่ว กาแฟและชามินต์ (ราคา $$)

โรงแรมแนะนำ

El Minzah

85 Rue De La  Liberte’ 0

T: 039-93-58-85

F: 039-93-44-56

ในเขต French Quarter โรงแรมเก่าแก่มีเสน่ห์มาก ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมตั้งแตต่สมัย 1930s ไว้ได้อย่างดี เฟอร์นิเจอร์ การตกแต่งภายในแบบโมร๊อกโก มีห้องแบบเห็นทะเลด้วย โรงแรมนี้เคยต้อนรับคนดังมาแล้วมากมาย เช่น Rock Hudson, Rita Hayward, Farrah Fawcett

Hotel Nord Pinus

Medina, 11 Rue Riad Sultan

T: 061-22-81-40

www.nord-pinus-tanger.com/en

โรงแรมบูติก มีระเบียงเห็นทะเลและเห็นไกลไปถึงท่าทาริฟาของสเปนตกแต่งสวยงาม เป็นที่นิยมของผู้ที่ชอบเตียงนุ่มๆชั้นดี และสัมผัสกับเฟอร์นิเจอร์ไม้โบราณ ห้องน้ำประดับกระเบื้องสวยงามมาก

การเดินทางในแทงเจียร์

-เดินเองตามแผนที่

-แท็กซี่เล็ก

-ซื้อทัวร์รายวันจากบริษัทที่เชื่อถือได้

เฟซ

FES, FEZ

เฟซ คือ อดีตเมืองหลวงเก่า เมืองใหญ่อันดับที่สาม และหนึ่งในสี่เมืองสำคัญของโมร๊อกโก อันได้แก่ ราบัต มาราเกช เฟซ และแมคเนส

เฟซอยู่ห่างจากแทงเจียร์ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ และใช้เวลาเดินทางด้วยรถบัสประมาณ 3 ชั่วโมง จุดเด่นของเฟซคือตัวเมืองเมดิน่าที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอาหรับ และเป็นเมืองเก่าที่ยังคงรักษาสภาพดั้งเดิมไว้ได้โดยไม่เปลี่ยนแปลงจนถึงปัจจุบัน ได้รับฐานะเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก ปัจจุบันแม้ว่าเฟซจะมีส่วนที่เมืองใหม่แล้วก็ตาม แต่เมดิน่าเก่าแห่งนี้ยังคงเป็นศูนย์กลางชุมชน และมีคนอาศัยอยู่จริงๆ กว่า 2 แสนคน ทำให้เฟซก็คือโมร๊อกโกของแท้และดั้งเดิม

โมร๊อกโกเพิ่งได้รับอิสรภาพจากการปกครองของฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1956 ซึ่งก่อนหน้านี้เฟซเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศหลายครั้งและเมื่อชาวฝรั่งเศสมาปกครองก็ได้ย้ายเมืองหลวงไปที่ราบัต (Rabat) ที่อยู่ตอนเหนือของประเทศ แต่เฟซอันเป็นเมืองเก่าที่มีอดีตเป็นศูนย์กลางทางการค้า เพราะเคยเป็นและที่แวะระหว่างทางพ่อค้าทองที่เดินทางไปทิมบั๊กทู (Timbaktu ปัจจุบันเป็นเมืองในสาธารณรัฐมาลี) ก็ยังคงเป็นศูนย์กลางของศาสนามุสลิม เป็นเมืองแห่งความรู้และวิทยาศาสตร์ โดยเจ้าหญิงลาล่า ซัลม่า (Princess Lalla Salma หรือ Salma Bennani) แห่งกษัตริย์โมฮัมหมัดที่ 6 องค์ปัจจุบันของโมร๊อกโก ก็เกิดที่เฟซ เธอเป็นสามัญชนคนธรรมดาที่จบการศึกษาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และแต่งงานกับเจ้าชายและเป็นการแต่งงานแห่งความรักอย่างแท้จริง

เมืองเฟซแบ่งออกได้เป็นสองส่วนใหญ่ๆคือเมืองเก่าและเมืองใหม่

เมืองใหม่ หรือ Fes El-Jedid เป็นส่วนที่มีพระราชวังและบ้านช่องของชาวยิว (Mellah) และอยู่ใกล้ๆกับเมืองที่ชาวเมืองเฟซอยู่กันหรือ Ville Nouvelle มีร้านค้าแบบทันสมัยและเป็นที่ตั้งของ พระราชวังของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน โมฮัมหมัดที่ 6 ด้านหน้าของพระราชวังคือประตูอันแสนวิจิตรโดยช่างชั้นเยี่ยมของประเทศ

เฟซเมดิน่า

เฟชเมดิน่าอยู่ในเขตเมืองเก่าหรือ Fes El-Bali ซึ่งเป็นบริเวณเมืองเก่าที่มีกำแพงล้อมรอบ เป็นจุดเด่นของการท่องเที่ยวของเฟซหรือของโมร๊อกโกเลยก็ว่าได้ สามารถสัมผัสวัฒนธรรมเก่าแก่ของชาวโมร๊อกโกที่มีชีวิตอยู่ในเมืองเก่านี้มาแล้วตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 และยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิมอยู่จนถึงปัจจุบัน

และในโลกของอิสลามด้วยกันแล้ว “เฟซเมดิน่า” ยังเป็นเมืองเก่าของมุสลิมที่ยังใช้งานอยู่จริงและมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีคนอาศัยอยู่มากถึง 2 แสนคน มีตรอกถึง 9,400 ตรอกที่วกเวียนวนไปมา ผ่านมัสยิดกว่า 365 แห่ง น้ำพุ 80 แห่ง ร้าน้า 80,000 แห่ง โรงเตี๊ยมสำหรับคนที่ทำงานในเมดิน่าอีก 80 แห่ง และพื้นที่ทั้งหมดแบ่งเป็น 187 เขต แต่ละเขตประกอบด้วยองค์ประกอบหลักของหลักชุมชนของศาสนาอิสลาม 5 ประการคือ มัสยิด โรงเรียนสอนศาสนา น้ำพุ โรงอาบน้ำ (ฮัมมัม) และสถานที่อบขนมปังของชุมชน ถนนกว้างที่สุดในเมดิน่านั้นเล็กเกินไปสำหรับรถยนต์ ที่นี่จึงเป็นถนนของคนและลา จึงต้องคอยฟังเสียงตะโกนว่า “บารัก บารัก” ซึ่งหมายถึง ระวังนั่นเอง

หนังสือนำเที่ยวทุกเล่มทั้งเตือนทั้งขู่เรื่องการหลงทางในเมดิน่าและวิธีการซื้อของในโมร๊อกโก เมดิน่าเป็น “เมือง” ที่มีทุกอย่างตั้งแต่นายหน้าห้องเช่า ขายบ้าน ตลาดสด ร้านอาหาร โรงงานทอผ้า โรงงานถักพรม สหกรณ์ถักพรม โรงงานฟอกหนัง ร้านโลงศพ ร้านรับทำเครื่องแต่งงาน มัสยิดและมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก (University of Al-Karaouine) ซึ่งเปิดสอนมาตั้งแต่ปีค.ศ. 859 และถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยทีดำเนินการต่อเนื่องมานานที่สุดในโลก

แม้จะดูยุ่งเหยิงและวนเวียน เมดิน่าก็ยังมีการแบ่งโซนคร่าวๆไว้ด้วย เช่น โซนตลาดสด ก็แบ่งเป็นขายผัก ขายอาหารทะเล ขายเนื้อ ทุกอย่างวางสดๆกับแผง คนอิสลามกินเฉพาะเนื้อสัตว์ตัวผู้เท่านั้น ดังนั้นจะเห็นอวัยวะชายของสัตว์แขวนโชว์ โดยเหน็บช่อพาสลี่ย์ไว้ระหว่างขาด้วยโดยพาสลี่ย์จะช่วยแมลงวันนั่นเอง

 

ช้อปปิ้งในเมดิน่า

ทุกอย่างที่นี่จะเน้นงานฝีมือ เช่น ตะกร้าถัก รองเท้าหนัง ผ้าทอ ชุดคาฟทัน (Kaftan) ของพื้นเมือง กระเป๋า และหมวก แต่การซื้อของที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตามกฎที่ว่าไว้ในหนังสือนำเที่ยวทุกเล่มคือควรต่อราคาของทุกอย่างลง 50% โดยเฉพาะพรมอันเป็นสินค้าอันดับหนึ่ง มักถูกตั้งราคาให้สูงกว่าความน่าจะเป็นอย่างน้อย 50 (ห้าสิบ) เท่า และแน่นอนว่าคนขายจะทำทุกอย่างให้คุณซื้ออย่างน้อยหนึ่งชิ้นให้ได้ การลดราคาจาก 1,500 ยูโร มาเป็น 300 ยูโร ก็เย้ายวนใจ แถมยังบริการส่งฟรี รูดบัตรก็ได้ คนส่วนมากเลยใจอ่อน ทั้งๆที่อาจไม่มีความรู้เรื่องพรมชนิดที่ซื้อไปเลยก็ได้

โรงฟอกหนังกลาง

สิ่งหนึ่งที่ควรไปดูอย่างมากเมื่อมาถึงเฟซเมดิน่าก็คือโรงฟอกหนังกลางเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 11 ปัจจุบันยังคงใช้งานอยู่ แนะนำว่าแทนที่จะเดินเข้าไปข้างหน้าโรงฟอกหนังซึ่งสกปรกมาก ให้ไกด์พาไปร้านขายเครื่องหนังชื่อ Terrasse de Tannerie (10 hay Labilda Chouara) ซึ่งมีดาดฟ้ามองเห็นโรงฟอกนี้อย่างงาม แถมเจ้าของใจดีไม่พยายามขายของและให้เดินผ่านขึ้นบันไดไปชมฟรีๆ พร้อมมีช่อใบสะระแหน่แจกให้ดมระหว่างดูด้วย เพราะกลิ่นโรงฟอกหนังนี่ทั้งฉุนทั้งเหม็นอย่าบอกใครทีเดียว

โรงฟอกหนังมีลักษณะเป็นหลุมๆ เหมือนรวงผึ้งขนาดใหญ่ แต่ละหลุมมีส่วนผสมของน้ำยาฟอกหนังคือ น้ำ เกลือ หินปูน และ “อึนกพิราบ” ซึ่งมีส่วนประกอบของแอมโมเนียที่ทำให้หนังนุ่ม ที่นี่เราจะเห็นหนังของสัตว์หลายประเภทบอกได้เลยว่ามีอะไรบ้าง เพราะยังมีขนติดอยู่เป็นตัวๆอย่างชัดเจน เช่น แพะ แกะ และอูฐ ถูกนำมาจุ่ม แช่ และนวดในหลุมเหล่านี้ โดยแต่ละคนจะทำหน้าที่ประจำหลุมของตน ค่อยๆนวดหนังทีละชิ้น แยกขนกองไว้พูนอีกที่ต่างหากเพื่อนำไปส่งโรงทอผ้าและพรม ส่วนหนังที่ฟอกจนขาวแล้วก็นำไปขึงตากให้แห้งก่อนส่งต่อไปยังโรงย้อมอีกที เพื่อนำไปผลิตเป็นกระเป๋า รองเท้า

อาหารที่หาได้ทั่วไปในเฟซเมดิน่า

นอกจากทาร์จีนอันโด่งดังแล้วยังมีบัซซาร่า (Bessara) หรือซุปถั่วและมะกอกที่มีขายอยู่ทั่วไป รวมทั้งขนมปังและขนมอบของโมร๊อกโกมากมาย เช่น ชบาค่ย่า (Chbakiya) ขนมปังทรงกลมที่มักกองขายสูงๆในร้าน ทำจากแป้งสาลี น้ำผึ้ง และงา หรือ บริวัต บล๊อซ (Briwat Bloz) ทรงสามเหลี่ยมเล็กๆที่ทำจากอัลมอนด์บดและน้ำผึ้ง

 

ร้านอาหารอร่อยที่แนะนำในเฟซ

Restaurant Laanibra

61 Ain Lkhail

T: 035-74-10-01

เปิด ทุกวัน เดือนกันยายน-พฤษภาคม 12.00-16.30 น. และ 20.00-23.00 น.

อยู่ใจกลางเมดิน่า และตั้งอยู่ในอดีตพระราชวังสมัยศตวรรษที่ 14 สามารถรับประทานอาหารในสนามล้อมเสาปูกระเบื้องอย่างสวยงาม มีอาหารเป็นเซ็ตตั้งแต่ทาร์จีน ไก่ย่าง เนื้อตุ๋น สมุนไพร ฯลฯ (ราคา $)

Café Clock

Fes El-Bali, 7 derb El-Magana, Talaa Kebira

T: 035-63-78-55

www.cafeclock.com

เปิด ทุกวัน 09.00-20.30 น.

ร้านของชาวอังกฤษที่มาตั้งรกรากที่เฟซ โดยปรับปรุงจากบ้านเก่าให้เป็นร้านอาหารสวยงาม ชั้นดาดฟ้ามีวิวสวยเห็นหอสุเหร่ามาเดอร์ซ่า โบอินนาเนีย มีห้องสมุดขนาดเล็กและวาย-ฟายอินเทอร์เน็ต เสิร์ฟอาหารนานาชาติและอาหารโมร๊อกโก เช่น Fes Platter ที่มาเป็นชุดอาหารเรียกน้ำย่อย เช่น ขนมปังหัวหอม อินทผลัมแห้ง ถั่ว มะเขือยาวบด ดอกกะหล่ำผัดเครื่องแกง และซาโมซ่าไส้ชีสนมแพะ รวมทั้งของหวานแสนอร่อย (ราคา $$)

 

 

 

 

Dar Roumana

Fes El-Bali, 30 derb El-Amer, Zkak Roumane

T: 035-74-16-37

www.darroumana.com

เปิด เฉพาะมื้อเย็นตั้งแต่เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป และควรจองล่วงหน้า

เป็นร้านอาหารแบบริยาด (ที่มีห้องพักด้วย) สวยหยดย้อย ประดับน้ำพุตรงกลาง ขายอาหารฝรั่งเศสปรุงโดยเชฟชั้นนำ เช่น ซูเฟล่ชีสนมแพะ ไก่อบ พุดดิ้งช็อกโกแลต (ราคา $$)

Medina Café

Medina, 6 derb Mernissi, Bab Boujloud

T: 035-63-34-30

เปิด ทุกวัน 10.00-22.00 น.

อยู่ไม่ไกลจากประตู Bab Boujloud เป็นร้านเล็กๆสองชั้น บนชั้นดาดฟ้ามีวิวประตูเมืองสวยงาม เหมาะสำหรับทานอาหารง่ายๆ ใช้เวลาไม่มาก เสิร์ฟอาหารโมร๊อกโกทั้งแบบเซ็ตและจานเดียว เช่น บริโอช (briouates) คล้ายๆซาโมซ่าเป็นแป้งทอดยัดไส้เนื้อหรือไก่ ฯลฯ (ราคา $$)

โรงแรมแนะนำในเฟซ

Dar Roumana

Fes El-Bali, 30 derb El-Amer, Zkak Roumane

T: 035-74-16-37

www.darroumana.com

ริยาดสร้างบ้านเก่าสวยงามมากสะท้อนความเอาใจใส่ในรายละเอียดของเจ้าของ บรรยากาศแบบโมร๊อกโกแท้ๆ ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนแบบไม้แกะสลักโบราณ น่ารัก มีเสน่ห์ (ราคา $$)

Dar Seffarine

14 Derb Sbaa Louyate, Seffarine

T: 071-11-35-28

www.darsaffarine.com

ริยาดขนาดเล็ก 6 ห้อง มีห้องสมุดขนาดใหญ่พร้อมหนังสือประวัติศาสตร์ ศิลปะ ท่องเที่ยว และห้องอาหารที่ทำอาหารได้อร่อย (ราคา $$)

Riad Tizwa

Fes El-Bali, 15 derb Guebbas (2nd no. 15), Batha

T: 035-63-78-74

www.riadtizwa.com

ริยาดขนาด 9 ห้อง มีทั้งห้องใหญ่และเล็ก ตกแต่งอย่างมีเสน่ห์บรรยากาศสบายๆ เสิร์ฟอาหารเช้าทั้งวันที่ระเบียงบ้าน (มีสาขาที่มาราเกชด้วย) (ราคา $$)

การเดินทางในเฟซ

-จ้างไกด์ส่วนตัวนำเที่ยว โดยตกลงราคากันก่อนเป็นดีที่สุด ขอให้มั่นใจว่าไกด์นั้นมีใบอนุญาตนำเที่ยวด้วยมิฉะนั้นคุณอาจตกร่างแหการทำผิดกฎหมาย

-ส่วนมากไกด์นำเที่ยวเมดิน่าจะคิดราคาประมาณ 20-50 ยูโรต่อคน สำหรับครึ่งวัน รวมอาหารกลางวัน จากนั้นคุณอาจเดินเล่นเอง หรือหากต้องการผจญภัยก็สามารถจ้างแท็กซี่เล็กก็ได้

มาราเกช

MARRAKESH

มาราเกช อยู่ทางใต้ของเฟชลงมาประมาณเกือบ 400 กิโลเมตรเป็นเมืองต้นตำหรับของการบุกเบิกการท่องเที่ยวแอฟริกาเหนือในยุค 1960s ของบรรดาฮิปปี้ (โปรดฟังเพลง Marrakech Express ของ Crosby, Stills and Nash ที่ออกในปี 1969 ประกอบ) เป็นเมืองที่คนมาท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ เพราะให้ความรู้สึกลึกลับชวนพิศวงตามสไตล์โมร๊อกโก แต่ก็เต็มไปด้วยความเก๋เท่ และงานศิลปะมากมายจากศิลปินทั่วโลกที่มาตั้งรกรากที่นี่ ทำให้เมืองนี้ ลวดลายศิลปะเฉพาะของที่นี่เป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก

ความงามของศิลปะของชาวมุสลิมในโมร๊อกโก โรงแรมแบบริยาด (riad) ที่เป็นบ้านเก่านำมาทำใหม่ ส่วนมากมีสระว่ายน้ำในตัว ซึ่งบ้านแบบมุสลิมมักสะท้อนวัฒนธรรมและรสนิยมของคนมุสลิมคือด้านนอกทำแบบเรียบง่ายไม่โอ้อวด แต่พอเข้ามาด้านในแล้วจะเห็นถึงความงดงามวิจิตรที่เจ้าของบ้านประโคมใส่เพื่อเป็นความสุขส่วนตัวได้แบบไม่เกรงใจ

เดินเที่ยว

มาถึงมาราเกช สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ทันทีคือสีชมพูลังเมลืองอันเป็นสีประจำเมืองนี้ เพราเป็นสีของดินสอสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองนี้ มาราเกชเป็นเมืองที่มีความสำคัญมากมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 11 เป็นเมืองในเส้นทางการค้าเมืองสุดท้ายก่อนถึงทะเลทรายซาฮาร่า จึงเป็นทั้งเมืองหน้าด่านเพื่อเตรียมเสบียงยงกรังก่อนเดินทางไกล และเป็นเมืองแรกที่คนเดินทางกลับมาจากทะเลทรายจะแวะพัก ก่อนไปต่อที่เมืองอื่นๆ ของประเทศ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มาราเกชจะมีชื่อเสียงเรื่องชิลเอ้าท์และช้อปปิ้งมาจนถึงปัจจุบัน

สวนอีฟส์ แซงต์ โลรองต์

มาราเกชแตกต่างขากเฟซตรงที่ว่า มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมากกว่า ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวแตกกระจายออกจากเมืองเก่า (เมดิน่า) และกลายพันธุ์มาเป็นร้านอาหารเก๋ๆร้านขายของ และสังคมใหม่นอกเมดิน่า โดยเมดิน่าในปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ขายนักท่องเที่ยว มีแต่ร้านขายสินค้าพื้นถิ่นและโรงแรมแบบริยาดมากกว่าที่จะเป็นเมืองเก่าที่คนพื้นถิ่นอยู่อาศัยกันจริงๆเหมือนเฟซ นอกจากนี้นักออกแบบชื่อก้องโลกอย่างอีฟ์ แซงต์ โลรองต์ (Yves Saint Laurant) ก็มีบ้านอยู่ที่มาราเกช ในบริเวณสวน

Majorelle Gardens

Avenue Yacoub El-Mansour

เปิด ทุกวัน 08.00-17.30 น.

ค่าเข้า คนละ 30 เดอร์แร่ม

อันเป็นสถานที่โปรดและโปรยอังคารของเขา (YSL เสียชีวิตในปี 1988) ก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของเมือง

เดินเมืองเก่า และช้อปปิ้งในซุค

จัตุรัส จาม่า เอล ฟีน่า

Jemaa El Fna

ศูนย์กลางของทุกสิ่งอย่างของเมือง ลานกว้างที่เต็มไปด้วยพ่อค้า คนเลี้ยงงู และนักดนตรี อดีตคือลานพาเหรดหน้าพระราชวังของกษัตริย์และต่อมาเมื่อกษัตริย์ย้ายพระราชวังไปด้านใต้ของเมือง จึงเปลี่ยนเป็นลานประหารชีวิตนักโทษ จากลานจอดรถด้านหน้า ผ่านแผงน้ำส้มคั้นเรียงราย ไปเคียงคู่กับแผงขายผลไม้แห้ง เรื่อยเข้าไปจะเจอตัวตลาดที่เรียกว่าซุค (souk) มีร้านขายของงานประมาณเดียวกันทั่วตลาด เช่น เครื่องหนังแบบต่างๆ ลานตา เครื่องโลหะ สมุนไพร เครื่องประดับ กระเป๋าสาน และเสื้อผ้า

ชมเมือง

เมื่อช้อปปิ้งจนพอใจแล้ว แต่ยังไม่อยากกลับไปที่พัก แนะนำให้หาร้านนั่งรอบๆ จัตุรัสแห่งนี้เพื่อดื่มกาแฟ ทานอาหาร และดูวิว นอกจากนี้ยังสามารถเดินเล่นเรื่อยออกไปชมมัสยิดคูโทเบีย (Koutubia Mosque) ที่มีหอสูงเป็นสัญลักษณ์สำคัญและดังที่สุดของเมือง แล้วเดินเรื่อยออกมาด้านนอกเมดิน่า สู่เมืองใหม่ที่เรียกกันว่า Plaza ที่ชาวมาราเกชสมัยใหม่ใช้ชีวิตกัน มีร้านอาหารเก๋ๆเรียงตัวกันมากมายโดยเฉพาะย่านไปรษณีย์กลาง (La Poste)

ร้านอาหารอร่อยที่ มาราเกช ได้แก่

Le Grand Café de la Poste

Gueliz, Corner Boulevard Mansour Eddahbi & Anevue Imam Malik

www.grandcafedelaporte.com

ร้านอาหารฝรั่งเศสเก่าแก่ตั้งแต่ปี 1925 ที่เก๋มากๆอย่าลืมแต่งตัวสวยๆ เป็นโมเดิร์นฮิปปี้มาตอนเย็นแล้วเริ่มด้วยค็อกเทลและอาหารว่างแบบฟิงเกอร์ฟู้ด ก่อนเข้าไปนั่งดินเนอร์เปิดไวน์ให้เข้ากับอาหารฝรั่งเศส ที่มีการประยุกต์นำเครื่องเทศของโมร๊อกโกมาใส่เพื่อเพิ่มความแปลกใหม่ และซึมซับบรรยากาศความเก่าแก่ของการตกแต่งด้วยกระจกเงาโบราณ พรมบาร์เบอร์โบราณ และปล่อยให้เสียงเพลงพื้นเมืองของโมร๊อกโกพาคุณไปเข้าในโลกแห่งความจริงที่เหมือนกับจินตนาการ (ราคา $$)

Al Fassia

Gueliz, 55 Boulevard Zerktouni

T: 024-43-40-60

Email: alfassia@menara.com

เปิด ทุกวัน (ปิดวันอังคาร) 12.00-14.30 น. และ 19.30-23.00 น.

ร้านเก๋เท่ของมาราเกชที่สามารถสั่งอาหารเป็นจานทานได้ (ปกติส่วนมากร้านอาหารหรูของเมืองนี้มักจัดอาหารเป็นเซ็ต) ที่เด่นอีกอย่างก็คือร้านนี้เป็นสหกรณ์ของสตรี พนักงานทุกคนตั้งแต่แม่ครัว ถึงพนักงานเสิร์ฟเป็นสตรีทั้งหมด อาหารเด่น ได้แก่ สลัด ทาร์จีน (เนื้อหรือผักอบหม้อดิน) และคูสคูส (ราคา $$)

Alizia

Hivernage, Corner of Rue Ahmed Chouhada Chawki

T: 024-43-83-60

เปิด ทุกวัน 12.00-15.00 น. และ 19.00-23.00 น.

ร้านอาหารอิตาเลียนที่ดำเนินการโดยคนอิตาเลียนที่มาตั้งรกรากนานแล้ว อาหารเด่นคือบรรดาพาสต้า พิซซ่า ปลา เนื้อ และของหวาน (ราคา $$)

 

 

 

 

Café des Espices

Souk, 75 Rahba Kedima

T: 024-39-17-70

เปิด ทุกวัน 08.00-22.00 น.

เหมาะมากหากมองหาที่นั่งพักชิลๆ เก๋ๆ กลางซุค ด้วยบรรยากาศและดนตรีเท่ๆ แถมยังมีอินเทอร์เน็ตวาย-ฟายให้เล่นฟรีด้วย มีสามชั้นถ้าฝนไม่ตกแนะนำให้ไต่ขึ้นไปชั้นดาดฟ้า (ราคา $$)

Café du Livre

Gueliz, 44 Rue Tarek Ibn Ziad

T: 024-43-21-49

เปิด จันทร์-เสาร์ 09.30-21.00 น.

คาเฟ่กึ่งร้านหนังสือ มีอาหารเช้าขายจนถึง 11.30 น. ชุดน้ำชายามบ่าย 16.00-18.00 น. และอาหารอินเตอร์และโมร๊อกโกมากมาย ตั้งแต่แฮมเบอร์เกอร์ไปจนถึงทาร์ตมะนาวแบบโมร๊อกโก (ราคา $$)

Chez Chegrouni

Jemaa El Fna

เปิด ทุกวัน 06.00-23.00 น.

ร้านอาหารโมร๊อกโกที่ราคาไม่แพงและอร่อยที่หลายคนพูดถึง แถมยังตั้งอยู่กลางสถานที่ท่องเที่ยวอย่างจัตุรัสจาม่า อีกด้วย ร้านมีที่นั่งชั้นสองสามารถมองเห็นวิวจัตุรัสได้ดีพอสมควร มีเมนูภาษาอังกฤษและอาหารทุกจานเสิร์ฟพร้อมขนมปังกระจาดใหญ่ สะอาด และบริการดี (ราคา $)

 

 

 

Terrasses de l’Alhambra

Jemaa El Fna

เปิด ทุกวัน 08.00-23.00 น.

ร้านอาหารอินเตอร์ที่ทำโดยคนฝรั่งเศสสะอาด อร่อย ไม่แพง ขายตั้งแต่กาแฟ ไอศกรีม ไปถึงเครื่องดื่มค็อกเทล ไร้แอลกอฮอล์ พิซซ่า สลัด พาสต้า เคบับ ฯลฯ (ราคา $$)

Le Tobsil

North Medina, 22 derb Aldellah ben Hessanien, Bab Ksour

T: 024-44-40-52

เปิด ทุกวัน ยกเว้นอังคาร ตั้งแต่ 12.00-14.30 น. และ 19.30-23.00 น.

ร้านนี้มีชื่อเสียงมากมายเหลือเกินตั้งแต่รีวิวใน Tripadvisor ร้านค่อนข้างหายาก แนะนำให้จองผ่านโรงแรมโดยนัดให้มารับ ที่นี่ไม่มีเมนู และเสิร์ฟอาหารชุดใหญ่รวมไวน์ ที่คุณต้องปล่อยให้ตัวเองหิวถึงจะจัดการได้หมด ราคาคนละประมาณ 60 ยูโร (ราคา $$$$)

Restaurant Toubkal

48 Jemaa El Fna

T: 024-44-22-62

เปิด ตลอด 24 ชั่วโมง

ร้านประมาณโรงอาหารที่ขายอาหารโมร๊อกโกราคาถูกในภาชนะพลาสติก ดังนั้นจึงคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวแบคแพค ที่ทั้งทาร์จีน คูสคูส และบาร์บีคิว (Brochettes) และยังมีของว่างที่สามารถซื้อทานได้สะดวกเช่น โยเกิร์ต ชีส ช็อกโกแลต และน้ำผลไม้ ฯลฯ

 

 

โรงแรมแนะนำในมาราเกช

ริยาดในมาราเกชมีมากมายแต่ขนาดเล็ก แนะนำให้จองล่วงหน้า

Casa Lalla

South Medina, 16 derb Jamaa, off Riad Zitoun El-Kedim

T: 024-42-97-57

www.casalalla.com

เกสต์เฮาท์ขนาดเล็ก 8 ห้อง คุณภาพใช้ได้ มีคอร์ตยางตรงกลางมีสองห้องที่มีเตาผิงส่วนตัว และชั้นลอย มีสระน้ำเล็กๆที่สามารถเปิดให้เป้นจากุชชี่ได้ และมีห้องอาบน้ำฮามัมรวมด้วย (ราคา $$)

Dar Atta

North Medina, 28 derb Raouia, Rmila & 32 Rue Jebel Ladkhar

T: 024-38-62-32

www.daratta.ma

เกสต์เฮาส์ขนาดเล็ก เงียบๆ เรียบๆ อยู่ไม่ไกลจาก Jemaa El Fna ที่ห้องสองคนและห้องสวีท และห้องอาบน้ำฮามัม ห้องอาหาร และห้องนวด (ราคา $$)

Jnane Mogador

South Medina, 116  Riad Zitoun El-Kedim

T: 024-42-63-24

www.jnanemogador.com

เกสต์เฮาท์ที่น่าจะมีราคาดีที่สุดและทำเลดีที่สุด เพราะไม่ไกลจาก Jemaa El Fna แถมในห้องยังมีห้องน้ำในตัวทุกห้อง ราคาเริ่มต้นที่ 29 ยูโร มีห้องอาบน้ำแบบฮามัมด้วย (ราคา $$)

 

Nejma Lounge

North Medina, 45 derb Sidi Mohamed El Haj, Bab Doukkala

T: 024-38-23-41

www.raid-nejmalounge.com

เกสต์เฮาท์ที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องและสีสันสดใสทั้งหมด มีทั้งหมด 6 ห้อง เรียกชื่อตามโทนสี มีบาร์เล็กๆสามารถนั่งดื่มและทานอาหารว่างได้ทั้งวัน (ราคา $$)

Riad Magi

North Medina, 79 derb Moulay Abdelkader, เยื้องๆกับ Derb Dabbachi

T: 024-42-66-88

www.riad-magi.com

ริยาดขนาดเล็ก มีเพียง 6 ห้อง ตกแต่งเรียบสวย สามารถรับประทานอาหารเช้าได้ที่เทอรเรซดาดฟ้า ในวันที่อากาศโปร่งสามารถเห็นไกลถึงภูเขาไฮแอตลาส (ราคา $$)

การเดินทางในมาราเกช

-เดินเองตามแผนที่ ดังนั้นการได้พักใกล้ๆสถานที่ท่องเที่ยวจึงดีที่สุด

-จ้างแท็กซี่เล็ก หากต้องการไปสวนอีฟแซงต์ฯ ค่าแท็กซี่ควรอยู่ที่ 40 เดอร์แร่ม บอกแท็กซี่ว่าจะสวนนี้ เมื่อถึงยื่นเงินให้แล้วอย่าหันหลังกลับไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรก็ตาม

-ซื้อทัวร์รายวันจากบริษัททัวร์ที่เชื่อถือได้

 

 

 

ราบัต

RABAT

ครั้งที่ฝรั่งเศสปกครองโมร๊อกโกเมื่อปีค.ศ. 1912 ราบัตถูกตั้งให้เป็นเมืองหลวงแทนเฟซ เนื่องจากคนท้องถิ่นในเฟซมีปฏิกิริยาต่อการเข้ามาปกครองของฝรั่งเศส เลยทำให้เมืองราบัตที่เคยเต็มไปด้วยโจรสลัดกลายเป็นศูนย์กลางการปกครอง และกฎหมาย ส่วนศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจของประเทศอยู่ที่เมืองคาซาบลังก้า (Casablanca) ที่อยู่ลงไปทางใต้ไม่ไกลนัก

ชมเมืองราบัต

เรานั่งรถยาวมาจากมาราเกชผ่านความวุ่นวายของเมืองซาบลังก้า (Casablanca*) อีกเมืองที่โด่งดังจากหนังเก่าชื่อเดียวกัน มาถึงราบัตในตอนเย็น แต่ยังพอมีเวลาแวะชมสุสานของพระเจ้าโมฮัมหมัดที่ 5  (Musoleum of Mohammed V) ที่เป็นที่ฝังพระศพของพระเจ้าโมฮัมหมัดที่ 5 และพระโอรสสองพระองค์คือ เจ้าชายอับดุลลาห์ (Prince Abdullah) และพระเจ้าฮัซซันที่ 2 (King Hassan II) ผู้เป็นพระบิดาของพระเจ้าโมฮัมหมัดที่ 6 กษัตริย์องค์ปัจจุบัน ตัวสุสานเป้นตึกสีขาวประดับลวดลายปูนปั้นละเอียดที่เรียกว่าศิลปะแห่งราชวงศ์อะลาวิทสมัยใหม่ (Modern Alaouite Dynasty) ตึกสีขาวมุงหลังคาด้วยกระเบื้องสีเขียวด้านในเป็นส่วนสุสานที่มีระเบียงรอบให้คนสามารถยืนเคารพพระศพและชื่นชมความงามของสถาปัตยกรรมได้ จุดเด่นอยู่ที่โดมหลังคาขนาดใหญ่ด้านใน ที่มีการประดับลวดลายสุดอลังการด้วยทอง และกระจกสี

สุสานแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณมัสยิดโบราณที่สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1195 เพื่อเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีหอคอยที่สูงที่สุดในโลก แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะสุลต่านผู้ที่สั่งให้สร้าง (Sultan Yacoub al-Mansour) สิ้นพระชนม์เสียก่อน เหลือเพียงหอคอยเก่าแก่ที่สร้างเสร็จเพียงครึ่งเดียวในพื้นที่เดียวกับสุสานเท่านั้น (The Hassan Tower) หอคอยนี้มีลักษณะคล้ายหอคอยที่โบสถ์เมืองเซวิล (Seville) และหอคอยมัสยิดคูโทเบีย (Koutoubia Mosque) ในมาราเกช เพราะสร้างในยุคเดียวกันและโดยสถาปนิกคนเดียวกันที่ตำนานว่าชื่อจาบิร์ (Jabir) ซึ่งเป็นหอคอยที่ใช้ทางลาดแทนการใช้บันไดวน เพื่อความสะดวกสำหรับคนที่ต้องทำหน้าที่ประกาศการทำละหมาดวันละ 5 ครั้ง โดยให้ขี่ม้าขึ้นไป

 

 

พระเจ้าโมฮัมหมัดที่ 6

พระเจ้าโมฮัมหมัดที่ 6 กษัตริย์องค์ปัจจุบันของโมร๊อกโก เป็นคนหนุ่มที่ชาวโมร๊อกโกรักมาก เพราะเป็นกษัตริย์ที่แคร์ความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริง ว่ากันว่าท่านมีลักษณะนิสัยเหมือนพระอัยกา (ปู่) หรือพระเจ้าโมฮัมหมัดที่ 5 (เจ้าของสุสานแห่งนี้) และพระปิตุจฉา (ป้า) คือพระนางลัลล่า ฟาติมา (Princress Lalla Fatima Zahra) พี่สาวของพระบิดา (พระเจ้าฮัซซันที่ 2) ซึ่งเป็นช่วงที่โมร๊อกโกตกต่ำถึงขีดสุดแถมยังมีประวัติด้านสิทธิมนุษยชนที่ไม่ค่อยดีอีกด้วย พระนางลัลล่า ฟาติมา ได้ชื่อว่า Princess of the Poor เพราะเป็นผู้ผลักดันให้หญิงเรียนหนังสือ ประกอบอาชีพ และสิทธิเท่าเทียมผู้ชาย หางานให้คนยากจนทำ และสนใจส่งเสริมอาชีพของสตรี

พระนางลัลล่า ฟาติมา พำนักอยู่ที่แทงเจียร์ในสมัยที่ตกอยู่ใต้การปกครองของชาวต่างชาติ พระนางจึงทำหน้าที่เสมือนตัวแทนของชาวโมร๊อกโก ในขณะที่กษัตริย์ฮัซซันที่ 2 กลับไม่เคยไปแทงเจียร์เลย

อดีตซ่องสมุนโจรสลัด

ราบัต เป็นเมืองติดมหาสมุทรแอตแลนติก เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศสมัยสุลต่าน Yacoub al-Mansour จนเมื่อสิ้นพระชนม์ เมืองนี้ก็ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า กลายเป็นเมืองโจรสลัดอยู่หลายร้อยปี จนกระทั่งมาสิ้นสุดลงเมื่อฝรั่งเศสมาปกครองโมร๊อกโกในปี 1912 จากนั้นราบัตก็มีการพัฒนาเคียงคู่ไปกับเมืองซาล่า (Sale) ซึ่งปัจจุบันทั้งสองเมืองนี้แม้จะไม่มีบทบาทความเป็นเมืองท่าเหมือนสมัยก่อนแล้ว แต่ก็เป็นศูนย์กลางธุรกิจด้านสิ่งทอ อาหาร และการก่อสร้าง

ไม่ไกลจาก Boulevard Tariq el Marsa มีป้อมเก่า และทางเดินเล่นเลียบแม่น้ำที่พักของ ชาวโมร๊อกโก มีร้านกาแฟ และฟาสต์ฟู้ด เรียงราย อีกฝั่งของแม่น้ำคือเมืองซาเล่ ซึ่งกำลังพัฒนาให้เป็นท่าเรือแห่งใหม่ของประเทศ

สถานที่เที่ยวอื่นๆที่น่าสนใจในราบัต

เมดิน่า

Medina of Rabat

เมดิน่าแห่งนี้สร้างขึ้นโดยชาวแขกมัวร์ที่อพยพลงมาจากแอนดาลูเซียของสเปน ช่วงการ “ยึดคืน” ของชาวคาทอลิกที่รู้จักกันว่า The Requisition ในศตวรรษที่ 17 ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและจับจ่ายสำคัญของราบัต แต่ด้วยว่าตลาดแห่งนี้ยังไม่มีคนท่องเที่ยวมากนัก การค้าขายจึงไม่ดุร้ายเหมือนเมืองท่องเที่ยวใหญ่อื่นๆ แนะนำให้เริ่มเดินที่ถนน (rue) Souika ซึ่งตัดผ่าน Mohamed V Avenue ตลาดกลาง (March Central) มัสยิด Sultan Moulay Sliman และ Grand Mosque สุเหร่าที่สร้างสมัยราชวงศ์เมเรนิดส์ (Meranids) ในศตวรรษที่ 13 และได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 19

เดินบนถนน Souika ไปเรื่อยๆจนพบถนนคนเดิน Souk Sebbat ที่มีร้านขายเสื้อผ้า ของที่ระลึก เครื่องประดับ เครื่องดนตรี และรองเท้า และเมื่อเดินต่อไปอีกก็จะมีตลาดนัดในย่านที่เรียกว่า Bab El-Bahr และ the Mellah อันเป็นย่านคนยิว ย่านนี้มีร้านขายของจุกจิกของคุรลุง Ben Hamou Metloub ที่ขายทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น กระเป๋าหนัง หินประดับ ฟอสซิล กลอง เครื่องดนตรีแทมบูรีน ไปป์คิฟ (kif) ฯลฯ ร้านนี้เปิดทุกวัน 09.00-21.00 น.

Kasbah Des Oudayas

‘Oudayas’ มาจากชื่อของชนเผ่า Oudayas ผู้เป็นทหารปกป้องแผ่นดินตรงนีสมัยศตวรรษที่ 11 แรกเริ่มสร้างเมืองนี้ให้เป็นทั้งอารามและป้อมปราการที่เรียกในภาษาอาหรับว่า ริบัต (ribat) จนมาตกต่ำถึงขีดสุดในศตวรรษที่ 16 เมื่อกษัตริย์ฟิลลิปที่ 3 ของสเปนขับไล่ชาวมัวร์ออกนอกเมืองทำให้แขกมัวร์มากมายต้องอพยพหนีไปราบัต เมืองนี้จึงร้างและกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของโจรสลัด

ปัจจุบันนอกจากเป็นเมืองชายทะเลที่นักโต้คลื่นนิยมมากแล้ว เมืองนี้ยังเต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร ทางเดินโบราณและตรอกซอกซอยน่ารักเป็นเมืองพักผ่อนชายหาดที่น่าเที่ยว มีสวน Andalucan Garden ที่สร้างขึ้นสมัยการปกครองของฝรั่งเศสในปี 1915-1918 เขียวขจีด้วยต้นส้ม ชบาและต้นคริสต์มาส

หากยังมีเวลา ด้านหน้าสวนพิพิธภัณฑ์เครื่องเพชรแห่งชาติหรือ Le Musee National des Bijoux (T: 037-73-15-37) เปิดจันทร์ พุธ-อาทิตย์ 10.00-16.30 น. ค่าเข้า 10 เดอร์แร่ม สานที่แสดงเครื่องเพชรโบราณของราชวงศ์ Almoravid และเหรียญสมัย Almohad และ Alaouite แหวนสมัยโรมันยุค Volubilis และปืนประดับเพชรพลอยยุคต่างๆ

 

 

 

ร้านอาหารแนะนำในราบัต

Café Maure

Kasbah des Oudayas

เปิด ทุกวัน 09.30-19.30 น.

คาเฟ่ชายหาดวิวสวยเด็ดสุดๆร้านอาจหายาก ให้บอกแท็กซี่ว่าไปถนน Jemaa ตัดกับถนน Bazzo แนะนำให้เลือกนั่งโต๊ะที่มองเห็นวิวพาโนรามาของเมืองซาเล่ และมีที่นั่งตรงระเบียงที่ยื่นออกไปที่แหลมด้วย เสิร์ฟอาหารว่าง เช่น ขนมพาสตรีต่างๆ ของโมร๊อกโก และชามินต์ (ราคา $)

El-Bahia

4 Avenue Hassan II

T: 037-73-45-04

เปิด ทุกวัน 07.00-23.00 น.

ร้านอยู่ตรงด้านทิศใต้ของกำแพงเมดิน่า มีที่นั่งในสวนชมน้ำพุอาหารเรียกน้ำย่อย เช่น มะกอกดอง รสมะนาวและกระเทียม ทาร์จีน และอาหารทะเลปรุงรสด้วยเครื่องเทศต่างๆ ไข่เจียวชีส และพาสตรีเนื้อแกะบด (ราคา $-$$)

Le Grand Comptoir

Ville Nouvelle, 279 Avenue Mohamed V

T: 037-20-15-14

เปิด ทุกวัน 09.00-ตีหนึ่ง

ร้านอาหารหรูบนถนนเส้นหลักของ Ville Nouvelle เป็นร้านสไตล์บราสเซอรี่ของปารีส เสิร์ฟอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิม เช่น เนื้อสไตล์โปรวองซ์ กระต่ายตุ๋นเครื่องสมุนไพร สเต็กเนื้อดิบ มีเมนูเด็กและเมนูอาหารว่างประมาณกาแฟ ชา และขนมด้วย (ราคา $$$)

 

Le Petit Beur

Ville Nouvelle, 8 Rue Damas

T: 037-73-13-22

เปิด จันทร์-เสาร์ 10.00-14.00 น., 18.00-ตีหนึ่ง

ร้านเก่าแก่แสนโด่งดังขายอาหารโมร๊อกโก ที่ว่ากันว่าปรุงทาร์จีน บาร์บีคิวโบรเช็ต (Brochette) และของทอดรูปสามเหลี่ยม (Briouates) ได้ยอดเยี่ยมที่สุดในเมือง มีทาร์จีนให้เลือกหลายอย่างรวมทั้งมะเขือยาวปลา ฯลฯ (ราคา $$$)

Riad Oudaya

Medina, 46 Rue Sidi Fateh

T: 037-70-23-92

www.riadoudaya.com

ต้องนัดล่วงหน้า ร้านในโรงแรมที่เสิร์ฟอาหารโมร๊อกโกเป็นเซ็ต 5 คอร์ส เหมาะสำหรับมือ้พิเศษโรแมนติกกับอาหารประจำชาติโมร๊อกโกแสนอร่อย เช่น สลัดมะเขือเทศสมุนไพร พายพาสติลย่าไส้นกพิราบ ทาร์จีนไก่ คูสคูสสลัด และของหวาน เช่น ทาร์ซินนาม่อน ทาร์ตแอปเปิ้ล และเครปผลไม้ (ราคา $$)

โรงแรมแนะนำในราบัต

Goldren Tulip Farah Rabat

Makhlouf 10

T: 037-73-47-47

www.goldentulipfarahrabat.com

โรงแรมเล็กๆทันสมัย กลางใจเมืองเหมาะสำหรับเดินชมสุสานของพระเจ้าโมฮัมหมัดที่ 5 และเดินเล่นเลียบแม่น้ำที่ Boulevard Tariq el Marsa (ราคา $$0

Dar Al Batoul

Medina, 7 derb jirari

T: 037-72-72-50

www.riadbatoul.com

โรงแรมเล็กๆขนาด 9 ห้องในบ้านเก่าสมัย 1785 นำมาปรับปรุงใหม่ ตกแต่งสวยงามเรียบง่าย มีห้องสมุด ห้องอาหาร เสิร์ฟอาหารเช้าที่คอร์ดยาร์ทตอนเย็นแนะนำให้ปีนขึ้นไปดูวิวบนดาดฟ้า (ราคา $$)

Dar Baraka

Kasbah des Oudayas, 26 Rue de la Mosque

T: 037-73-03-62

www.darbaraka-rabat.com

บ้านที่ชื่อแปลว่า บ้านแห่งคำอวยพรเป็นบ้านหลายชั้นที่ร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้ต่างๆเช่น ต้นมะเดื่อ ดอกลิลลี่ มะนาว มีเพียง 2 ห้องขนาดใหญ่เนื่องจากเจ้าของเป็นศิลปินจึงได้รับการตกแต่งด้วยภาพวาดมากมาย เหมาะสำหรับไปอยู่นานๆ (ราคา $$)

Hotel Balima

Ville Nouvelle, Avenue Mohamed V

T: 037-70-77-55

www.hotel-balima.net

ทำเลดี แต่เนื่องจากเป้นโรงแรมเก่าหลายห้องไม่เล็กก็โทรม แนะนำว่าให้ขอห้องที่เพิ่งบูรณะใหม่จะดีกว่า เหมาะสำหรับคนที่คิดออกไปเที่ยวและไม่ได้ใช้เวลาอยู่ห้องมากนัก (ราคา $)

Hotel La Piatri

Ville Nouvelle, 4 Rue Tobrouk

T: 037-70-78-20

www.lepietri.com

โรงแรมสวย ห้องดีในทำเลเงียบๆในเมืองใหม่ของราบัต มีเพียง 35 ห้องที่ล้วนตกแต่งแบบเรียบง่าย มีอินเทอร์เน็ตวาย-ฟายฟรี (ราคา $$)

Villa Mandarine

Ville Nouvelle 19 Rue Ouled Bousbaa, Souissi

T: 037-75-20-77

www.villamandarine.com

โรงแรมใหญ่ที่สวนสวยงาม สระว่ายน้ำ ห้องพักใหญ่ทันสมัยครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก มีบาร์สไตล์แอฟริกันและร้านอาหารฝรั่งเศสที่โด่งดัง (ราคา $$$)

การเดินทางในราบัต

-เดินทางเองตามแผนที่

-จ้างแท็กซี่เล็ก

-ซื้อทัวร์รายวันจากบริษัทที่เชื่อถือได้

 

 

 

 

การเดินทางล่องยุโรปใต้และโมร๊อกโก

สามารถวางแผนเป็นขั้นตอน (คร่าวๆ) ดังนี้

1.การวางแผนเดินทางให้รัดกุม

-ดูอากาศ

-ดูวันหยุด

-วางแผนว่าจะไปที่ไหนกี่วัน โดยศึกษาจากสถานที่ท่องเที่ยวและความต้องการของตนเอง

2.เที่ยวช่วง off season ของยุโรป

ช่วงปลายฤดูหนาวเข้าฤดูใบไม้ผลิ เพราะนอกจากอากาศจะยังพอเย็นๆแล้ว ช่วงนี้โรงแรมและตั๋วเครื่องบินยังราคาถูก มีเงินเหลือไปเที่ยวและทานอาหารอร่อยๆได้อีก แต่ต้องระวังวันหยุดยาวของสเปนที่ทำให้ร้านและพิพิธภัณฑ์ปิด เช่น

-วันอีสเตอร์ (เช็กวันของแต่ละปีก่อนล่วงหน้าได้ทางอินเตอร์เน็ต)

-วันพ่อ (19 มีนาคม ของทุกปี)

เครื่องบิน

สายการบินไทย มีบินจากกรุงเทพฯ ตรงเข้ามาดริด รายละเอียด www.thaiairways.co.th

สายการบินการ์ต้า มีบินจากกรุงเทพฯ เข้ามาดริด และบาร์เซโลน่า โดยแวะพักเปลี่ยนเครื่องที่โดฮาเล็กน้อย รายละเอียด www.qatarairways.com

รถไฟ

Rail Europe มีบริการตั๋วรถไฟชุดสำหรับนักเดินทางโดยเฉพาะ ราคาย่อมเยาและสามารถทำให้เที่ยวได้จุใจ มีตั๋วให้เลือกหลายแบบ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.raileurope.fr

 

 

โมร๊อกโก

หากไม่นั่งเครื่องบินจากเมืองใหญ่ๆของยุโรปมาโมร๊อกโก ก็สามารถนั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามาจากท่าทาริฟาของสเปนก็ได้ มาถึงโมร๊อกโกแล้ว สามารถขึ้นรถไฟไปเมืองต่างๆได้อย่างสะดวก รายละเอียดเส้นทางเดินรถไฟของโมร๊อกโกที่ www.oncf.ma

หรือหากเป็นผู้รักการผจญภัย อยากเข้าไปอยู่ในจินตนาการแห่งภาพยนตร์จริงๆสามารถลองนั่งแท็กซี่โมร๊อกโกที่ต้องเป็นรถเบนซ์รุ่นคลาสสิคแบบในภาพก็ดูได้ แท็กซี่แบบนี้เรียกว่า grand taxi ต้องแชร์กันนั่ง ตามกฎของคิวแท็กซี่ ต้องครบ 6 คน ถึงจะออก หากไม่ครบก็ต้องเหมาคันกันไป ราคาแล้วแต่ต่อรองกัน

การท่องเที่ยวราบัต www.visitrabat.com

การท่องเที่ยวมาราเกช www.visitmarrakesh.com

การท่องเที่ยวเฟซ www.visitfes.org