ทัวร์แสวงบุญอินเดียเนปาล สังเวชนียสถาน ทัวร์สังเวชนียสถาน พุทธคยา นาลันทา ราชคฤห์ กุสินาร
ข้อมูลท่องเที่ยว
ทัวร์เอเชีย : เนปาล, อินเดีย
ทัวร์แสวงบุญอินเดียเนปาล, ทัวร์แสวงบุญอินเดียเนปาล,สังเวชนียสถาน,ทัวร์สังเวชนียสถาน,พุทธคยา

รูปภาพนำไปใช้ได้ค่ะ แต่ขออย่าลบลายน้ำนะค่ะ ขอบคุณค่ะ

สวัสดีค่ะ กัลยาณมิตรผู้สนใจเดินทางแสวงบุญเส้นทางอินเดียและเนปาล เส้นทางบุญนี้มีหลากลายชื่อให้เราเรียกกันไม่ว่าจะเป็น เส้นทางสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ตามรอยพระพุทธเจ้า  แสวงบุญ หรือจาริกแสวงบุญ วันนี้เรามีข้อมูลแสวงบุญมาแนะนำสำหรับท่านที่สนใจเดินทางครั้งหนึ่งในชีวิตตามวิถีทางแห่งชาวพุทธที่ต้องเดินทางจาริกตามรอยบาทพระศาสดาสู่แดนมาตุภูมิแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหนังสือหลากหลายเล่มที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางนี้ซึ่งสามารถหาซื้อได้จากร้านหนังสือทั่วไป

พระพุทธเมตตา ที่วิหารพุทธคยา เมืองคยา อินเดีย 

สำหรับข้อมูลแสวงบุญที่เรากำลังจะแนะนำท่านเป็นข้อมูลตามเส้นทางที่เราจาริกตามโปรแกรมทัวร์ หรือสำหรับท่านที่จะเดินทางด้วยตัวเองเข้ามาชมมาอ่านได้ค่ะ หรือหากต้องการความกระจ่างโทรมาหาเราได้ค่ะเรายินดีเป็นสะพานบุญให้ ก่อนอื่นแนะนำสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาดังนี้ค่ะ

1. พุทธคยา แสวงบุญอินเดียและเนปาล ดินแดนที่ประสูติขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดินแดนแห่งการตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

2. ราชคฤห์ แสวงบุญอินเดียและเนปาล ดินแดนแห่งการกำเนิดพระสูตตร ที่ประชุมสังคายนาครั้งแรก และสถานที่เกิดวัดแห่งแรกในพุทธศาสนา

3.นาลันทา แสวงบุญอินเดียและเนปาล  สถานที่ตั้งมหาวิทยาลัยอันยิ่งใหญ่แหล่งศึกษาที่เลี่ยงชื่อ

เขาคิชกุฏ เมืองราชคฤห์  อินเดีย 

4 ไวสาลี แสวงบุญอินเดียและเนปาล เมืองหลวงของอาณาจักรวัชชี เมืองแห่งการปลงอายุสังขารขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเสาอโคกที่สมบูรณ์ที่สุด

5.กุสินารา แสวงบุญอินเดียและเนปาล นครที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ที่แจกพระบรมสารีริกธาตุ 

6.ลุมพินี แสวงบุญอินเดียและเนปาลสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถราชกุมาร จุดแรกของการกำเนิดผู้ที่ประเสริฐที่สุดในโลก 

มายาวิหาร สวนลุมพินีวัน เนปาล  

7.สาวัตถี แสวงบุญอินเดียและเนปาลมืองแห่งมหาอุบาสก มหาอุบาสิกา สถานที่พระพุทธเจ้าจำพรรษานานที่สุด

8. สารนาถ แสวงบุญอินเดียและเนปาลดินแดนกำเนิดพระสงฆ์องค์แรกในพุทธศาสนา จุดปฐมเทศนาครั้งแรกของชาวพุทธ 

แผนที่สำหรับเส้นทางแสวงบุญอินเดียและเนปาล หรือสังเวชนียสถาน 4 ตำบล

แผนที่เส้นทางแสวงบุญอินเดียเนปาล 

ดูแผนที่แล้วเราก็เริ่มจาริกแสวงบุญตามเส้นทางนี้เลยค่ะ แสวงบุญอินเดียและเนปาล

เริ่มแสวงบุญจากรัฐพิหาร เมืองสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ตั้งอยู่ในรัฐพิหารมีดังนี้

เมืองปัตนะ แสวงบุญอินเดียและเนปาลเป็นเมืองหลวงของรัฐพิหารและเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐพิหาร สมัยโบราณเมืองปัตนะมีชื่อเรียกหลากหลายชื่อเช่น ปาฏลีบุตร ปาตลีบุตร ปาฏลิคาม

เมืองคยา แสวงบุญอินเดียและเนปาลตั้งอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำเนรัญชรา ในสมัยพุทธกาลเรียกว่าอุรุเวลาเสนานิคม

เมืองนาลันทา แสวงบุญอินเดียและเนปาล  เป็นดินแดนให้กำเนิดพระอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา พระโมคคลาและพระสารีบุตรเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่มีความสำคัญยิ่งนักเพราะเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยที่่ยิ่งใหญ่คือมหาวิทยาลัยนาลันทา

เมืองราชคฤห์  แสวงบุญอินเดียและเนปาล เป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธในสมัยพุทธกาล เป็นที่ตั้งของวัดเวฬุวันวัดแรกในพระพุทธศาสนา และถ้ำสัตบรรณคูหาสถานที่สังคายนาครั้งแรก

เมืองไวสาลี แสวงบุญอินเดียและเนปาล เมืองหลวงของอาณาจักรวัชชี หนึ่งใน 16  แคว้นของชมพูทวีป เรียกกันหลายชื่อว่า ไวสาลี ไพสาลี ในสมัยพุทธกาลเคยเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สำคัญยิ่งอีกแห่งหนึ่ง พระพุทธองค์เสด็จเยี่ยมที่ไวสาลีครั้งแรกในพรรษาที่ 5 

เมืองเดฮี อินเดียเป็นเมืองหลวงของประเทศ เป็นศูนย์กลางการเมืองการปกครองของประเทศอินเดีย

รัฐพิหารเป็นรัฐที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล เป็นหนึ่งในรัฐที่ยากจนที่สุดในประเทศอินเดีย แต่ก็ร่ำรวยไปด้วยโบราณสถานทั้งในพุทธศาสนาและศาสนาเชน ที่ตั้งของรัฐตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย มีพื้นที่ 99,200 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับ 12 ของประเทศ และมีประชากรมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ พิหารตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเบงกอลตะวันตกและอุตตรประเทศ ทางเหนือมีชายแดนติดกับประเทศเนปาล ส่วนทางใต้ มีเขตแดนติดต่อกับ ฌารขัณฑ์ พิหารถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนโดยเส้นแบ่งเขตธรรมชาติคือแม่น้ำคงคา

ภาษาราชการหลักที่ใช้ คือ ฮินดี และ อุรดู   สำหรับภาษาที่ใช้ในพื้นที่  พิหารี แองกิกา โบจ์ปุร์ มากาดี ไมธิลี

ฤดูกาล แสวงบุญอินเดียและเนปาล

ฤดูหนาว    เดือนธันวาคม – มกราคม อุณหภูมิ 4 – 10 องศาเซลเซียส (ฤดูกาลท่องเที่ยว)

ฤดูร้อน  เดือนเมษายน – มิถุนายน อุณหภิมิ 35 – 40 องศาเซลเซียส

ฤดูมรสุม เดือนมิถุนายน – กันยายน มีฝนตก อุณหภิมิ 35 – 40 องศาเซลเซียส

ฤดูใบไม้ร่วง เดือนกันยายน – พฤศจิกายน อากาศเย็นสบาย 10 – 20 องศาเซลเซียส (ฤดูกาลท่องเที่ยว)

รัฐพิหารมีประชากร 82,998,509 คน ชาย 43,243,795 หญิง 39,754,714

จำนวนผู้นับถือศาสนาฮินดู คิดเป็น 83.2% ศาสนาอิสลาม 16.5% และศาสนาอื่นๆ 0.5%

อัตราผู้รู้หนังสือ 47% ชาย 59.7% หญิง 33.1%

นกประจำรัฐ คือ India Roller
ต้นไม้ประจำรัฐ คือ ต้นโพธิ์
สัตว์ประจำรัฐ คือ กระทิง
ดอกไม้ประจำรัฐ คือ Kanchnar ดอกชงโค


เจดีย์พุทธคยา เมืองคยา อินเดีย 

พุทธคยาพุทธคยาได้รับการเลือกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ขึ้นทะเบียน พ.ศ. 2545 แสวงบุญอินเดียและเนปาล

พุทธคยา  แสวงบุญอินเดียและเนปาล พุทธสถานสำคัญใน อำเภอคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพุทธสถานที่มีความสำคัญที่สุด 1 ใน 4 แห่งของชาวพุทธ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธคยา ปัจจุบันตั้งอยู่ด้านตะวันตกของแม่น้ำเนรัญชรา พุทธคยามีสัญลักษณ์ที่สำคัญคือองค์เจดีย์สี่เหลี่ยมที่สูงใหญ่ โดยสูงถึง 51 เมตร ฐานวัดโดยรอบได้ 120 เมตร ล้อมรอบด้วยโบราณวัตถุ โบราณสถานสำคัญ เช่น ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระแท่นวัชรอาสน์ ที่ประทับตรัสรู้และอนิมิสสเจดีย์ ซึ่งนอกจากพุทธสถานโบราณแล้ว บริเวณโดยรอบพุทธคยายังเป็นที่ตั้งของวัดพุทธนานาชาติ รวมทั้งวัดไทยคือวัดไทยพุทธคยา สำหรับชาวพุทธ พุทธคยา นับเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดของนักแสวงบุญชาวพุทธทั่วโลกที่ต้องการมาสักการะสังเวชนียสถานสำคัญ 1 ใน 4 แห่งของพระพุทธศาสนา  เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา เป็นสถานที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธคยาเป็นที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าในอดีตมาแล้ว 4 พระองค์ ที่บริเวณนี้เราจะได้

สัตตมหาสถาน แปลว่า สถานที่ที่ยิ่งใหญ่เจ็ดแห่ง ที่พระพุทธองค์เสวยวิมุติสุข (สุขจากการหลุดพ้น) หลังจากการตรัสรู้ที่พุทธคยา ประกอบไปด้วย 7 สัปดาห์ ดังนี้ แสวงบุญอินเดียและเนปาล


สัปดาห์ที่1 โพธิบัลลังก์ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ทรงประทับต่อที่ต้นศรีมหาโพธิ์ต่ออีก7วันแล้วเทวดาก็มาแสดงความยินดีกับพระพุทธองค์
สัปดาห์ที่2 อนิมิสเจดีย์รือ เจดีย์ที่ไม่กะพริบตาเพราะพระพุทธเจ้าประทับยืนและจ้องต้นโพธิ์ด้วยตาไม่กะพริบตลอด 7 วัน อนิมิสเจดีย์ได้สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์แห่งการเสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ 2 ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
สัปดาห์ที่3 รัตนจงกรมเจดีย์ หรือ เจดีย์แห่งทางจงกรมที่ประดับด้วยเพชรพลอย พระพุทธเจ้าทรงเดินจงกรมตลอด7 วัน หลังจากตรัสรู้ รัตนจงกรมเจดีย์หรือรัตนไจตยะได้สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์แห่งการเสวยวิมุตติสุข ในสัปดาห์ที่ 3
สัปดาห์ที่4 รัตนฆรเจดีย์ หรือ เจดีย์แห่งอาคารที่ประดับไปด้วยเพชรพลอย หรือ เรือนแก้ว โดยพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในเรือนแก้วซึ่งเทวดาบรรดาลถวาย แล้วจึงทรงพิจารณาธรรมในเรือนแก้วนั้นตลอด 7 วัน รัตนฆรเจดีย์หรือรัตนคฤหะไจตยะได้สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์แห่งการเสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่4 ของพระพุทธองค์ที่ทรงประทับนั่งบัลลังค์ที่นี้
สัปดาห์ที่5 อชปาลนิโครธ หรือ ต้นไทรของผู้เลี้ยงแพะ โดยพระพุทธเจ้าประทับอยู่ใต้ต้นไทรของคนเลี้ยงแพะตลอด7 วัน ในช่วงนี้มีธิดามารสามตนมาผจญพระพุทธเจ้า อดีตเคยเป็นที่พักของคนเลี้ยงแพะของชาวบ้านอุรุเวลาเสนานิคมปัจจุบันอยู่เลยบ้านนางสุชาดาไปเล็กน้อย ทรงประทับเสวยวิมุตติสุขอยู่ 7 วันทรงพิจารณาบุคคลที่ควรรับกระแสธรรมและจำแนกบุคคลเปรียบเสมือนดอกบัว 4 เหล่า 
สัปดาห์ที่6 มุจลินท์ หรือ ราชาแห่งต้นมุจละ โดยพระพุทธเจ้าทรงทำสมาธิใต้ต้นมุจลินท์ตลอด 7 วัน ในขณะนั้นเกิดฝนหลงฤดู พญานาคมุจลินท์จึงได้ใช้พังพานของตนปกป้องพระพุทธเจ้าจากฝนตลอด 7 วัน สระมุจลินทร์ เป็นอนุสรณ์แห่งการเสวยวิมุตติสุข ในสัปดาห์ที่ 7 ณ ที่นี้พระพุทธองค์ทรงรับการ ปกป้องลมฝนจากพังพานของพญานาคที่ชื่อมุจลินทร์หลวงจีนเฮียงจังกล่าวว่า “สถานที่นี้ ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าติดกับสระชื่อมุจลินทร์ อยู่ทางทิศใต้ของพระมหาเจดีย์พุทธคยาท่านกล่าวว่าน้ำในสระนี้เป็นสีครามแก่มีรสหวานอร่อยท่านยังได้เห็นพระพุทธรูปอาจเป็นพระพุทธรูปสมัยพุทธศตวรรษที่ 11 ประดิษฐานอยู่ในวิหารเล็กๆ แห่งหนึ่งบนฝั่งตะวันตกของสระมุจลินทร์”
สัปดาห์ที่7 ราชายตนะ หรือที่อยู่แห่งพระราชาโดยพระพุทธเจ้าประทับใต้ต้นไม้ชื่อว่าราชายตนะ (ต้นเกด) ตลอด 7วัน ของเดิมอยู่ห่างจากพระเจดีย์ 2 กิโลเมตร อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เสวยวิมุตติอยู่ 7 วัน ราชายตนะต้น “ราชายตนะ” หรือต้นเกดฮินดูเรียก “ครินี” หรือ “ไรนี” เป็นต้นไม้ที่พระพุทธองค์ประทับนั่งในสัปดาห์ที่ 4 ของการตรัสรู้


ต้นพระศรีมหาโพธิ์ แสวงบุญอินเดียและเนปาล


ต้นโพธิ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับนั่งตรัสรู้ในคืนวันเพ็ญวิสาขปุรณมีก่อนพุทธศักราช 45 ปี ณสถานที่นี้ได้เคยมีพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ ในอดีตกาลถึง 3 พระองค์ที่ได้ทรงตรัสรู้มาแล้วกล่าวคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระกกุธสันโท พระคมนาโค และ พระมหากัสสโป ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้น  ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พระพุทธองค์ได้ทรงประทับนั่งเพื่อตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณนั้นเป็นสหชาติกับพระพุทธเจ้าสหประชาชาติ คือเกิดขึ้นวันเดียวกันกับเจ้าชายสิทธัตถะ


พระเจดีย์พุทธคยา แสวงบุญอินเดียและเนปาล


พระเจดีย์พุทธคยาสร้างสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 ต่อมามีผู้มาบูรณะปฏิสังขรณ์กันตามยุคสมัย ราวพุทธศตวรรษที่ 7 พระเจ้าหุวิชกะ กษัตริย์แคว้นมคธทรงสร้างเสริมให้เป็นสถูปใหญ่ราวพ.ศ. 674  ต่อมาพระวิหารได้ถูกทำลายโดยกองทัพมุสลิมเมื่อพศ 17 แล้วมีกษัตริย์จากพม่ามาปฏิสังขรณ์ ใหม่ในพศ. 19


พระแท่นวัชอาสน์ แสวงบุญอินเดียและเนปาล

สร้างโดยพระเจ้าอโสกมหาราชแทนรัตนบัลลังค์อยู่ระหว่างต้นศรีมหาโพธิ์กับพระเจดีย์แกะสลักเป็นรูปหัวเพชร เป็นรูปดอกบัว รูปพญาหงษ์ และดอกมณฑารพ หินทรายละเอียดยาว 7 ฟุต 6 นิ้ว กว้าง 4 ฟุต 10 นิ้ว  อดีตประธานาธิบดี ราณาสิงเห เปรมดาสาอดีตประธานาธิบดีประเทศศรีลังกาได้ถวายทองคำเป็นหลังคาครอบพระแท่นวัชรอาสน์


พระพุทธเมตตา แสวงบุญอินเดียและเนปาล

ครั้งหนึ่ง พระเจ้าศศางกา กษัตริย์ฮินดูจากเบงกอล เมื่อขึ้นครองราชย์ก็ทรงมีนโยบายทำลายพระพุทธศาสนา ได้ยกกองทัพมาถึงบริเวณ พระศรีมหาโพธิ์ ได้สั่งให้กองทหารของตนทำลายพระศรีมหาโพธิ์ พร้อมกับขุดรากขึ้นมาเผา (ภายหลังพระเจ้าปูรณวรมันได้เสด็จมาพบ ทรงเร่งให้บูรณะพระศรีมหาโพธิ์ ขึ้นใหม่ ดังกล่าวแล้ว) และได้เข้าไปในพระมหาเจดีย์ เห็นพระพุทธรูปพระองค์หนึ่ง คิดจะทำลายด้วยตนเอง แต่ทำลายไม่ลง เพราะพระพักตร์เปี่ยมด้วยเมตตาเมื่อยกทัพกลับพระนคร คิดว่าหากปล่อยให้พระพุทธรูปอยู่ในพระวิหาร พุทธศาสนิกชนก็จะฟื้นฟูขึ้นมาอีก จึงให้นายทหารคนหนึ่งไปทำลายทิ้ง นายทหารนั้นไปถึงก็ไม่กล้าทำลาย เพราะเป็นชาวพุทธ แต่ครั้นจะไม่ทำลายก็เกรงพระราชอาญา อาจจะถูกประหารทั้งครอบครัว จึงคิดว่าไม่ทำลายดีกว่า แต่แค่ซ่อนพระพุทธปฏิมานี้เอาไว้ก็พอ จึงเอาอิฐมาก่อปิดทางเข้าห้องบูชา เพื่อไม่ให้ใครเห็น แล้วตั้งรูปพระมเหศวรไว้ด้านหน้าโดยกลับไปรายงานพระเจ้าศศางกาว่า ได้ทำลายพระพุทธรูปเรียบร้อยแล้ว แทนที่จะดีพระทัย กลับหวาดกลัว ในอกุศลกรรม ภายหลังต่อมาได้ล้มป่วยลง พระวรกายเน่าเปื่อย เนื้อหลุดเป็นชิ้นๆ ด้วยบาปกรรมที่สั่งให้ทำลาย
 

แม่น้ำเนรัญชรา แสวงบุญอินเดียและเนปาล

เป็นแม่น้ำที่สำคัญเกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์ คือ ก่อนตรัสรู้ได้รับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดาแล้วเสด็จมาทรงพระวรกายในแม่น้ำ แล้วเสวยข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดาจนเสร็จแล้วพระองค์ก็นำถาดทองคำของนางสุชาดา มาตั้งจิตอธิษฐาน ณ ริมฝั่งแม่น้ำ จนถาดทองคำไหลสวนกระแสน้ำแล้วจมลงในแม่น้ำเนรัญชราตรงต้นศรีมหาโพธิ์พอดีปัจจุบันชาวบ้านเรียกว่า “ ลิลาจัญ “ แปลว่าน้ำที่ดีใสสะอาด


มูลดินบ้านนางสุชาดา แสวงบุญอินเดียและเนปาล


ปัจจุบันเป็นเนินสูงกว้างใหญ่ ซึ่งมีซากอิฐที่ปรักหักพังถมพื้นดินอยู่ตามหลักฐาน ณ บริเวณนี้ คือบ้านนางสุชาดา ซึ่งสันนิษฐานว่าเคยสร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์นางสุชาดา ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชและถูกทำลายลงเวลาต่อมา


ภูเขาดงคะสิริ  แสวงบุญอินเดียและเนปาล


คือสถานที่ที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ก่อนที่จะเสด็จมาที่ตรัสรู้ ทรงกระทำทุกกริยา คือ ทรงบำเพ็ญเพียรอย่างอุกฤษฎ์เพื่อจะที่สุดแห่งข์ให้หมดไปด้วยการทรมานพระวรกายอยู่นานถึง 6 ปี ปัจจุบันมีวัดธิเบตตั้งอยู่บนยอดเขาในบริเวณนี้ตั้งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากบ้านนางสุชาดาประมาณ 6 กิโลเมตรจะเห็นเทือกเขา “ดงคะสิริ” อย่างชัดเจนเหมือนหัวช้าง


นาลันทา  แสวงบุญอินเดียและเนปาล

มหาวิทยาลัยนาลันทา เมืองนาลันทา อินเดีย 


เมืองนาลันทาเคยเป็นศูนย์กลางของศาสนาชิน ซึ่งคู่กับเมืองเวสาลีมานานเดิมชื่อ นาลันทคาม มาตุภูมิของ 2 พระอรหันต์ คือพระสาลีบุตร กับพระโมคคลา อัครสาวกเบื้องขวา – เบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้าผู้เป็นกำลังสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะพระสาลีบุตรพระธรรมเสนาธิบดีผู้เรืองโรจน์ด้วยปัญญาส่วนพระโมคคลานะนั้นเป็นผู้เลิศด้วยการแสดงฤทธิ์ นาลันทาเป็นรมณีสถานที่พระพุทธองค์เคยตรัสแสดงธรรมหลายพระสูตร เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยนาลันทาที่เคยรุ่งเรืองในอดีต คือ นาลันทา มาจาก นาลัน แปลว่า ดอกบัว ทา แปลว่า ให้ สองคำรวมกัน แปลว่าผู้ให้ดอกบัว  นาลันทาเป็นเมืองของคนผู้ชื่นใจกับการให้ทาน นาลันทามหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลกในครั้งพุทธกาลนาลันทามาหวิหารแห่งนี้เป็นสวนมะม่วงของทุสสปาวาริกเศรษฐี ได้อุทิศถวายแก่พระพุทธเจ้า ขณะเดียวกันในยุคหลังที่กษัติรย์อินเดียราชวงศ์คุปตะ ทรงเข้ารับอุปถัมภ์ทำให้เมืองนาลันทาพัฒนาขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ เป็นหน้าเป็นตาในหมู่นักศึกษาแม้แต่มหาวิระศาสดาแห่งศาสนาเชน หรือชินะ ผู้เชื่อมั่นในการเปลีอยกายก็มาเผยแผ่คำสอนที่นี่ด้วย  การศึกษาในมหาวิทยาลัยนาลันทาถือว่าเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพในอินเดียยุคนั้น คือ ตักกสิลา มถุรา อุชเชนี และนาลันทา  ในยุคนั้นมีนักศึกษาประมาณ 10,000 คน มีครูรวมเจ้าหน้าที่ประมาณ 1,000 คน มีการสอนวิชาทุกอย่างที่อินเดียมีอยู่ในสมัยนั้น สอนทั้งพุทธ พราหมณ์ พุทธสอนทั้งหินยา มหายาน สอนพระเวท มีภาควิชาอยู่ 5 แขนง คือ พุทธปรัชญา วรรณคดี ตรรกวิทยา แพทย์ศาสตร์ คัมภีร์พราหมณ์  วิชาบังคับเรียนคือ พระไตรปิฏก  ยุคที่เฟื่องฟูของนาลันทา มีอาจารย์ถึง 3,000 คน  ในจารึกของท่านมาลทาสเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนาลันทาว่า ถึงพร้อมด้วยนักศึกษาผู้มีปัญญายอดเยี่ยม ขึ้นชื่อในทางคัมภีร์และประกอบด้วยศิลปะงดงามอันหาที่เปรียบมิได้ มหาวิทยาลัยจึงเปรียบประหนึ่งเป็นที่รวมเมืองใหญ่ๆของจักรพรรดิ์ทั้งหลาย สังฆารามตั้งอยู่โดยรอบแต่ละแห่งมียอดสูงสง่าราวกับว่าจะสัมผัสก้อนเมฆพระถังซัมจั๋งเดินทางมาถึงนาลันทา พ.ศ.1300 ได้บันทึกไว้ว่าพระเจ้าหรรษาวรรธนะ แห่งราชวงศ์คุปตะ พ.ศ.1149-1191ทรงให้ความอุปถัมภ์มหาวิทยาลัย ได้ทรงสร้างกุฏิเป็นโลหะทั้งหลังถวายราชทรัพย์ที่ได้จากภาษีหมู่บ้าน 100 หมู่ ให้แก่มหาวิทยาลัยทั้งหมด ทรงกำหนดให้ชาวบ้าน 200 ครัวเรือน ในหมู่บ้านคอยดูแลจัดหาข้าวสาร นมเนย ถวายพระภิกษุในมหาวิทยาลัยไม่ให้บกพร่อง มหาวิทยาลัยนาลันทาในยุครุ่งเรือง มีพื้นที่นับร้อยๆไร่ รวมทั้งโรงครัว ยุ้งฉาง ห้องเก็บอาหาร บ่อน้ำ ห้องสมุด หอพัก สถานที่ลงโทษ ห้องประชุม ที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โต๊ะวาทะ โรงฝึกงาน ท่านหลวงจีนฟาเหียนเคยมาที่นี่เมื่อหนึ่งพันปีมาแล้วได้บันทึกไว้ว่า มหาวิทยาลัยนาลันทามีอาคารงดงามดูระยิบระยับประดุจดาวศาลายกทรงสูงดุจภูผา วัดสูงเสียดยอดสู่สายหมอกหอบูชายืนตระหง่านเหนือเมฆสายน้ำสีเงินยวงไหลรินผ่านสวนดอกบัวละลานตาท่ามกลางความสะพรั่งของไม้จันทน์ถัดออกไปซู้มมะม่วงแผ่กระจายปกคลุมไปทั้วไม้คร่าวของอาคารเป็นสีรุ้งและแกะสลักเป็นรูปสัตว์ต่างๆเสานั้นเล่าเป็นสีแดงและสีเขียว  ยุคล่มสลายของนาลันทา ท่านมหาเถระ เจกัสสปะ เล่าว่านาลันทามีเงาสัญญาณแห่งความล่มสลายในพ.ศ.1172 เมื่อพวกมุสลิมเข้ามารุกรานอินเดียและขยายพื้นที่ยึดครองชมพูทวีป


สารีบุตรสถูป แสวงบุญอินเดียและเนปาล


เป็นสถูปขนาดเล็กที่โยมมารดาพระสารีบุตรคือนางสารีพราหมณีสร้างถวายเป็นอนุสรณ์แก่พระสารีบุตรบริเวณที่ประชุมเพลิงพระสารีบุตร ต่อมาพระเจ้าอโศกได้ทรงสร้างเพิ่มเติม


หลวงพ่อดำ  แสวงบุญอินเดียและเนปาล


หลวงพ่อองค์ดำ เมืองนาลันทา อินเดีย

เป็นพุทธรูปเก่าแก่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนไทยนับถือมากสร้างจากหินสีดำลักษณะงดงาม มีความพยายามที่จะเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปองค์นี้ไปไว้ในพิพิธภัณฑ์ หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จเพราะมีเหตุอาเพธทุกครั้งพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัยนาลันทา

หลวงพ่อองค์ดำ เมืองนาลันทา อินเดีย
วัดไทยนาลันทา  แสวงบุญอินเดียและเนปาล


พระมหาเถระ ดร.เจ กัสสปะ ชาวอินเดียผู้ก่อสร้างมหาวิทยาลัยนวนาลันทา ได้บริจาคที่ดิน 3 ร่า ให้คณะสงฆ์ไทยเมื่อพ.ศ. 2517 ต่อมาดำเนินการก่อสร้างโดยเจ้าอาสวัดไทยพุทธคยา อยู่ติดกับมหาวิทยาลัยนวนาลันทา ปัจจุบันมีพระมหา ดร.ธารทอง กิตติคุโณ เป็นเจ้าอาวาส
 

กรุงราชคฤห์  แสวงบุญอินเดียและเนปาล


เป็นชื่อเมืองหลวงแห่งแคว้นมคธตามพระบาลีเรียกว่าชื่อว่า “ราชคห์” เพราะเป็นเมืองที่เคยมีพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า มันธาตุราช และพระมหาโกวินทะปุโรหิตาจารย์ สถาปนิกใหญ่ เป็นต้น เคยปกครองสืบต่อกันมา ปัจจุบันชาวมหาภารต (อินเดีย) เรียกชื่อเพี้ยนไปว่า “ราชคีย์” แต่คนไทยสมัยนี้นิยมเรียกชื่อเป็นสำเนียงภาษาสันสกฤตว่า “ราชคฤห์” พระราชสถานที่ประทับของพระราชาในอรรถกถาวิมานวัตถุ เรียกชื่อพระนครแห่งนี้ว่า “คิริพชะนคร” พระนครที่มีภูเขาทั้ง ๕ ตั้งเป็นกำแพงล้อมรอบแต่ปัจจุบันภูเขาทั้ง ๕ ลูก จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เบญจคีรีนครราชคฤห์ เป็นเมืองตั้งหลักพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า โดยพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระเจ้าพิมพิสารผู้ครองนคร เป็นเมืองที่มีประวัติความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนามากที่สุด สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าและพระสาวกยังปรากฏอยู่มากมาย เช่น พระคันธกุฎีบนยอดเขาคิชฌกูฏ วัดเวฬุวันซึ่งเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ถ้ำสุกรขาตาที่พระสารีบุตรได้บรรลุธรรม ถ้ำสัตบรรณคูหาที่ทำสังคายนาครั้งแรก เป็นต้นความเป็นเมืองหลวงของราชคฤห์ ถูกย้ายไปไว้ที่ ปาฏลีบุตรตั้งแต่สมัยพระเจ้าอชาตศัตรู ส่งผลให้ ราชคฤห์ในปัจจุบันเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ในรัฐพิหาร มีผู้อยู่อาศัยไม่มาก มีสภาพเกือบเป็นป่า แต่เป็นสถานที่แสวงบุญของชาวพุทธทั่วโลกแห่งหนึ่ง
 

พุทธสถานในเมืองราชคฤห์ แสวงบุญอินเดียและเนปาล
ภูเขาคิชกูฏ  แสวงบุญอินเดียและเนปาล

ภูเขาคิชกูฏ เมืองราชคฤห์ อินเดีย 

เป็นภูเขามีสัณฐานเหมือนหัวนกแร้ง ถูกกล่าวในพระสูตรและพระวินัยหลายแห่ง ในบริเวณนี้มีสถานที่สำคัญหลายแห่งได้แก่ พระมูลคัรธกุฏี สถานที่ประทับของพระพุทธเจ้า อยู่บนเขาคิชกูฏบริเวณนี้เป็นสถานที่ที่พระองค์ทรงใช้สนทนาตอบปัญหาธรรมะแก่บรรดาเทวดาที่มาเข้าเฝ้าและเป็นสถานที่มองเห็นได้ชัดเจนจากเมืองราชคฤห์

ภูเขาคิชกูฏ เมืองราชคฤห์ อินเดีย 

ถ้ำพระสาลีบุตร หรือถ้ำสุกรขาตา ถ้ำหมูขุดเป็นเพิงหินเล็กๆ เป็นถ้ำที่พระสารีบุตรทรงบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ด้วยการบรรลุธรรม ถ้ำพระโมคคัลลา เป็นสถานที่พระโมคคัลลานะบำเพ็ญเพียร กุฏิพระอานนท์ ตั้งอยู่หน้าพระมูลคันธกุฏีที่ประทับของพระพุทธเจ้าผู้ที่เข้าเฝ้าต้องเข้าพบพระอานนท์ก่อนพระอานนท์จะแจ้งให้พระพุทธองค์ทรงทราบพระอานนท์ได้เป็นผู้อุปัฏฐากพระพุทธองค์ถึง 25 ปีก่อนพระองค์จะปรินิพพาน

ถ้าสุกรขาตา ภูเขาคิชกูฏ เมืองราชคฤห์ อินเดีย 

 

วัดเวฬุวันวิหาร แสวงบุญอินเดียและเนปาล

 

วัดเวฬุวันวิหาร  เมืองราชคฤห์ อินเดีย 

เวฬุวัน แปลว่าป่าไผ่ หรือป่าที่ล้อมด้วยต้นไผ่ เดิมเป็นพระราชอุทยานของพระเจ้าพิมพิสารแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งเรียกกลันทกนิวาปะแปลว่าเป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต กระรอก อีกส่วนหนึ่งเรียกโมรนิวาปะ ที่ให้เหยื่อแก่นกยูง สวนที่เป็นกลันทกนิวาปะได้พระราชทานถวายให้เป็นสังฆารามในพระศาสนา ส่วนที่เป็นโมรนิวาปะทรงให้เป็นที่พักของนักบวชในศาสนาอื่น เป็นวัดแรกในพระศาสนาและเป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์ เช่น พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะมาเฝ้าและได้รับบรรพชาอุปสมบทจากพระพุทธองค์ เป็นที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงวางธรรมเนียมให้ภิกษุอยู่จำพรรษา เป็นที่มีการประชุมจาตุรงคสันนิบาตการประชุมครั้งนั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ พระอรหันต์สาวกมาประชุม 1250 รูปโดยมิได้นัดหมายและกลายเป็นต้นกำเนิดของวันมาฆบูชา มีพระพุทธรูปจำลองแสดงเหตุการณ์ตอนที่พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ พระองค์ได้เสด็จจำพรรษาที่วัดนี้ 6 พรรษา



 

คุกขุมขังพระเจ้าพิมพิสาร  แสวงบุญอินเดียและเนปาล


เป็นสถานที่พระเจ้าอชาตศัตรูได้ใช้เป็นสถานที่คุมขังพระเจ้าพิมพิสารเพราะเชื่อคำสอนของพระเทวทัตว่าควรจะได้ครองราชสมบัติแต่เมื่อยังหนุ่มให้พระเจ้าพิมพิสารอดพระกายาหาร แต่พระเจ้าพิมพิสารก็ดำรงพระชนชีพอยู่ได้ ด้วยการเดินจงกรมและนั่งสมาธิทั้งยังได้มองเห็นกุฏิของพระพุทธเจ้าภายหลังพระเจ้าอชาตศัตรูได้สั่งให้กรีดพระบาทด้วยมีดโกนทำให้พระองค์ไม่สามารถเดินจงกรมได้จึงสิ้นพระชนม์
 

วัดชีวกัมพวัน  แสวงบุญอินเดียและเนปาล


คืออารามสวนมะม่วงที่หมอชีวกโกมารภัจสร้างถวายแด่พระพุทธองค์เพื่อสะดวกแก่การที่จะได้เข้าเฝ้าวันละสองครั้งเป็นประจำตามธรรมเนียมที่ผู้เป็นพุทธอุปัฏฐากนิยมทำ หมอชีวกเป็นแพทย์ประจำราชสำนักของพระเจ้าพิมพิสารต่อมาถึงรัชกาลของพระเจ้าอชาติศัตรูด้วย และยังเป็นแพทย์ประจำพระพุทธองค์กับพระสงฆ์สาวกที่เมืองราชคฤห์ เมื่อคราวพระพุทธองค์ทรงได้รับบาดเจ็บจากการที่พระเทวทัตกลิ้งก้อนหินหมายปลงพระชนมชีพก็ได้มารักษาข้อพระบาทที่นี่ด้วย อยู่เส้นทางเดียวกับขึ้นเขาคิชกูฏ
 

ตโปทาราม  แสวงบุญอินเดียและเนปาล


บ่อน้ำพุร้อนที่เป็นต้นบัญญัติให้พระสงฆ์สรงน้ำในบ่อน้ำสาธารณะได้ทุก 15วัน/ครั้ง เพราะพระสงฆ์เล่นน้ำจนเพลินจนเป็นเหตุให้พระเจ้าพิมพิสารต้องรอสรงน้ำช้าจนมีการโจษจันท์ พระพุทธองค์จึงทรงห้ามพระสงฆ์ให้สรงน้ำทุก15วันเท่านั้นปัจจุบันชาวฮินดูถือเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งคนทุกวรรณะจะมาอาบน้ำคนในวรรณะสูงจะอาบด้านบนคนในวรรณะต่ำลงมาจะอยู่ด้านล่างลดหลั่นกันไป


ถ้ำสัตบรรณคูหา  แสวงบุญอินเดียและเนปาล


 

 

ถ้ำสัตบรรณคูหา  เมืองราชคฤห์ อินเดีย 

 

เป็นสถานที่ที่ซึ้งใช้ในการทำสังคยนาการสังคายนาสังคายนา คือการประชุมตรวจชำระสอบทานและจัดหมวด หมู่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า วางลงเป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียวกัน ศัพท์คำว่าสังคายนาหมายถึง สวดพร้อมกัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สังคีติ” แปลว่า สวดพร้อมกัน มาจากคำว่า คายนา หรือ คีติ แปลว่า การสวด สํ แปลว่า พร้อมกัน คำนี้มีมูลเหตุมาจากวิธีการสังคายนาพระธรรมวินัย ที่เรียกว่าวิธีการร้อยกรองหรือรวบรวมพระธรรมวินัย หรือประมวลคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มีวิธีการคือนำเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงจำไว้มาแสดงในที่ประชุมสงฆ์ จากนั้นให้มีการซักถามกัน จนกระทั่งที่ประชุมลงมติว่าเป็นอย่างนั้นแน่นอน เมื่อได้มติร่วมกันแล้วในเรื่องใด ก็ให้สวดขึ้นพร้อมกัน การสวดพร้อมกันแสดงถึงการลงมติร่วมกันเป็นเอกฉันท์ และเป็นการทรงจำกันไว้เป็นแบบแผนต่อไป


ไวสาลี  แสวงบุญอินเดียและเนปาล

วัดอัมพวา เมืองไวสาลี อินเดีย 

เมืองหลวงของอาณาจักรวัชชี หนึ่งใน 16  แคว้นของชมพูทวีป เรียกกันหลายชื่อว่า ไวสาลี ไพสาลี ในสมัยพุทธกาลเคยเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สำคัญยิ่งอีกแห่งหนึ่ง พระพุทธองค์เสด็จเยี่ยมที่ไวสาลีครั้งแรกในพรรษาที่ 5 

ปาวาลเจดีย์  แสวงบุญอินเดียและเนปาล

ปาวาลเจดีย์ เมืองไวสาลี อินเดีย 

พระยามารได้เข้ามากราบทูลขอให้พระองค์เสด็จปรินิพพาน พุทธวาจาในวันปลงอายุสังขาร ทรงย้ำเตือนพุทธบริษัทในที่นั้นว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ขอท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ชนเหล่าใดทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งพาล ทั้งบัณฑิต ทั้งมั่งมี ทั้งขัดสน ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า ภาชนะดินที่ช่างหม้อทำ ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ ทั้งสุก ทั้งดิบ ทุกชนิด มีความแตกเป็นที่สุดฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น
 

กูฏาคารศาลา  แสวงบุญอินเดียและเนปาล

วัดป่ามหาวัน เมืองไวสาลี อินเดีย 

ป่ามหาวัน เป็นอารามที่กษัตริย์ลิจฉวีสร้างถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ในป่ามหาวัน ทางเหนือของอาณาจักรวัชชี ในป่าหิมาลัยและพระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ในพรรรษาที่ 5 และแวะคราวเสด็จไปกุสินารา มีภิกษุเข้าอยู่พรรษาในอารามนี้เป็นประจำ ปัจจุบันเหลือเพียงซากโบราณสถาน ที่ประกอบไปด้วยสังฆาราม ห้องพัก ห้องประชุม เจดีย์น้อยใหญ่ สถูปทรงโอคว่ำ มีเสาศิลาสูงเด่น ส่วนบนของเสามีรูปสิงห์อยู่ในลักษณะนั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก นับว่าเป็นปฏิมากรรมในลักษณะของสิงห์ที่สมบูรณ์ที่สุด
 

วาลุการาม  แสวงบุญอินเดียและเนปาล

เชื่อกันว่าเป็นที่สังคายนาครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 100 โดยมีพระยสกากัณฑกบุตร เป็นประธาน พระเรวตเถระเป็นผู้ถาม พระสัพพกามีเถระ เป็นผู้วิสัชชนา พระเจ้ากาลาโศกราช เป็นผู้ถวายศาสนูปถัมภ์ใช้ระยะเวลา 8 เดือน 

รัฐอุตตรประเทศ แสวงบุญอินเดียและเนปาล

คือหนึ่งในรัฐของประเทศอินเดีย ตั้งอยู่บริเวณส่วนบนของประเทศโดยมีเขตแดนติดต่อกับประเทศเนปาลทางทิศเหนือ 

เมืองสำคัญของพุทธศาสนาที่ตั้งอยู่ที่รัฐนี้คือ มีเมืองลักเนาว์เป็นเมืองหลวง

เมืองสาวัตถี แสวงบุญอินเดียและเนปาล แดนแห่งมหาอุบาสก มหาอุบาสิกา สถานที่พระพุทธองค์จำพรรษานานที่สุดถีง 19 พรรษา มีวัดเชตวันมหาวิหารที่สำคัญ

เมืองสารนาถ แสวงบุญอินเดียและเนปาล  สถานที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาครั้งแรกที่เกิดพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา

เมืองพาราณสี  แสวงบุญอินเดียและเนปาล หนึ่งในเมืองศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ที่เสด็จผ่านของแม่น้ำคงคาแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู

เมืองกุสินารา แสวงบุญอินเดียและเนปาล สถานที่ดับขันธปรินิพพานและถวายพระสรีระขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และที่ตั้งวัดไทยกุสินาราที่แสนงดงาม

เมืองพาราณสี แสวงบุญอินเดียและเนปาล

ล่องเรือแม่น้ำคงคา เมืองพาราณสี อินเดีย 


อยู่บนฝั่งแม่น้ำคงคา เป็นที่รวมของแม่น้ำวรุณะและอัสสีจึงถูกเรียกว่าพาราณสีเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูซึ่งถือว่าเป็นสถานที่กำเนิดของพระศิวะเป็นฐานที่มั่นสำคัญของศาสนาพราหมณ์มาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลที่ยากต่อการเปลี่ยนแปลงความเชื่อแม้ในช่วงที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองได้มีอำนาจเหนือศาสนาพราหมณ์ฮินดู ภายหลังจากพุทธศาสนาสูญหายไปจากอินเดีย พาราณสีได้กลายเป็นฐานมั่นที่ทำให้ศาสนาฮินดูกลับมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง ปัจจุบันริมฝั่งแม่น้ำคงคายังคงมีการประกอบพิธีทางศาสนาพราหมณ์ประจำทุกวันเช้าและเย็น ในสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์ก็ตระหนักถึงความเข้มแข็งของศาสนาพราหมณ์จึงทรงย้ายฐานการประกาศศาสนาไปที่แคว้นมคธ ภายหลังจากพระองค์ได้เสด็จมาโปรดปัญจวัคคีย์ก็ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าพระองค์ได้เสด็จกลับมาที่ดินแดนแห่งนี้


 

ล่องเรือแม่น้ำคงคา เมืองพาราณสี อินเดีย 

สารนาถ แสวงบุญอินเดียและเนปาล


จัดเป็นพุทธสังเวชนียสถานแห่งที่ 3 (1 ใน 4 แห่งของชาวพุทธ) ตั้งอยู่ 9 กิโลเมตรเศษ ทางเหนือของเมืองพาราณสี เมืองศูนย์กลางทางศาสนาของศาสนาฮินดู) ในรัฐอุตตรประเทศ สารง+ นารถ = ที่อยู่ของสัตว์จำพวกกวาง สารนาถยังรู้จักกันดีในชื่อ "อิสิปตนมฤคทายวัน" หรือ "ฤๅษีปัตนมฤคทายวัน" (บาลี: อิสิปตนมิคทายวน) แปลว่า ป่าอันยกให้แก่หมู่กวาง และเป็นที่ชุมนุมฤๅษีภายในอาณาบริเวณสารนาถมี ธรรมเมกขสถูป เป็นพุทธสถานขนาดใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุด สันนิษฐานว่าบริเวณที่ตั้งของธรรมเมกขสถูป เป็นสถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาประกาศพระสัจจธรรมเป็นครั้งแรกที่นี่ สารนาถนั้นเป็นชนบทอันสงบเงียบชานเมืองพาราณสี ศูนย์กลางของศาสนาฮินดู แม่น้ำคงคาจากสรวงสรรค์เมื่อถึงจุดผ่านเมืองพาราณสี ถือกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ผู้คนนับล้านจากทั่วถิ่นอินเดียเดินทางมาประกอบพิธีกรรม ณ ริมคงคา ดังปรากฏเป็นสารคดีแพร่หลาย เมื่อทรงพบปัญจวัคคีย์อีกครั้ง พราหมณ์ทั้งห้าปฏิเสธที่จะรับนับถือ


เจาคันธีสถูป แสวงบุญอินเดียและเนปาล

เจาคันธีสถูป สารนาถ อินเดีย 
เจาคันธีสถูป เดิมเป็นสถูปที่ค่อนข้างสูง ปรักหักพังลงเหลือเป็นเนินดิน และมีการก่อสร้างเป็นแท่งสูงซ้อนขึ้นไปในสมัยราชวงศ์โมกุล ซึ่งเป็นมุสลิมที่เข้ามามีอำนาจอยู่ในอินเดีย เมื่อพระพุทธองค์บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วนั้น ทรงมีพระเมตตาจะโปรดปัญจวัคคีย์ก่อน ทรงทราบว่าปัญจวัคคีย์มาอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่เมืองสารนาถนี้ จึงเสด็จพระดำเนินมาหาและพบกันที่เจาคันธีสถูป ก่อนที่จะไปแสดงปฐมเทศนาที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
 

ธัมเมกขสถูป แสวงบุญอินเดียและเนปาล


 

 

ธัมเมกขสถูป  สารนาถ อินเดีย 

 

บริเวณสถานที่แสดงปฐมเทศนา ได้มีการสร้างพระสถูปใหญ่ คาดว่าสร้างขึ้นในราวๆ พ.ศ.1000เป็นศิลปะของยุค คุปตะ แต่จากการขุดค้นสำรวจพบว่า แผ่นอิฐด้านในพระสถุป มีอายุเก่ากว่าแผ่นอิฐด้านนอก ซึ่งคาดว่า น่าจะเป็นการสร้าง ต่อเติมมาภายหลังอีก ซึ่งพระสถูปนี้ น่าจะสร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแล้วก็เป็นได้พระสถูปนี้ตั้งอยู่บนที่เนิน ขนาดของพระสถูป เส้นผ่าศูนย์กลาง 28 เมตรครึ่ง สูง 33 เมตรครึ่ง ส่วนล่างก่อด้วยหิน มีภาพสวัสดิกะ เป็นแผ่นหินอยู่โดยรอบ สูงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง ทำเป็นช่องเล็กๆ แต่ละช่องประดิษฐาน พระพุทธรูป แบบต่างๆ ช่องเหล่านั้นมีขนาดเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง คละกันไป ช่องใหญ่รอบองค์พระสถุปนั้นมี 8 ช่อง ซึ่งมีความหมายถึง มรรคมีองค์ 8 ประการ (อัฏฐังคิกมรรค)พระสถูปนี้ ชื่อว่า ธัมเมกขสถูป หรือ ธรรเมกขสถูป ซึ่งมีหลายท่าน สันนิษฐานว่า มาจากคำว่า ธัมม มุข หมายถึง พระธรรมจากพระโอษฐ์ พระสถูปนี้ เป็นตัวแทนแห่งการเห็นธรรมจักษุ หรือในอีก ความหมายหนึ่ง สถูปนี้สร้างขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ท่านผู้เห็นธรรมจักษุ คือพระอัญญาโกณทัญญะ ธัมมเมกขสถูป เป็นสถานที่ พระพุทธองค์ ทรงแสดงปฐมเทศนา ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ก่อนพุทธศักราช 45 ปี อันเป็น วันอาสาฬหบูชา

 

ธัมเมกขสถูป  สารนาถ อินเดีย 

 


มูลคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า  แสวงบุญอินเดียและเนปาล


มูลคันธกุฎี ของสมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า สร้างขึ้นตรงบริเวณ ที่เป็นกระท่อมน้อย ของเศรษฐีใจบุญ ที่ได้อุทิศสถานที่นี้ เพื่อสร้างเป็นที่ประทับ ให้พระพุทธองค์ เมื่อทรงจำ พรรษาแรกที่นี่ หลังจากที่ได้ทรงแสดง ปฐมเทศนา ที่ธัมมเมกขสถูปแล้ว. ปัจจุบันสิ่งก่อสร้างต่างๆ ปรักหักพังหมดแล้ว เหลือให้เห็นเป็นเค้าโครง ของอิฐก่อขนาดใหญ่ ที่มีลานหญ้า ด้านหน้ากว้างขวาง.


ธัมมราชิกสถูป แสวงบุญอินเดียและเนปาล

พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างด้วยอิฐแดงเป็นรูปบาตรคว่ำเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุบริเวณสถานที่ที่พระพุทธเจ้าแสดงอนัตตลักขณสูตรโปรดปัญจวัคคีย์คือวัปปะ ภัททิยะ มหานามะ อัสสชิ บรรลุอรหันต์ตาโกณฑัญญะ สถูปนี้อยู่ติดกับเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราชซึ่งตรงยอดเป็นหัวสิงห์ต่อมาถูกทำลายโดยพระเจ้าชคัต ซิงส์


วัดเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี อินเดีย

เสาพระเจ้าอโศกมหาราช  แสวงบุญอินเดียและเนปาล
 

เสานี้สร้างด้วยหินทรายจากเมืองจุนนา เหมือนกับเสาต้นอื่นๆแต่ที่พิเศษคือมีการแกะสลักและขัดเงาด้วยวิธีโบราณ จนหินทรายเป็นมันวาว ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดทราบว่าความมันวาวมีวิธีการทำอย่างไร หัวเสาเป็นรูปสิงห์สี่ตัว เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่สมบูรณ์ที่สุด ตามสภาพเดิมนั้นบนยอดเสาจุมีสิงห์สี่ตัวแบกพระธรรมจักรแต่พระธรรมจักรได้หักหล่นลงมา ไม่สามารถประกอบเข้ากับหัวเสาได้ คงเห็นแต่เบื้องล่างเท่านั้นของสิงห์ที่ยังมีรูปธรรมจักรครบทั้ง 4 ด้าน ซึ่งเป็นกงล้อ 34 ซี่ ที่เท่ากับจำนวนปฏิจจสมุปบาท หัวเสาหินสูงประมาณ 25 เมตร สภาพในปัจจุบันหักเป็น 5 ท่อน มีศิลาจารึกเป็นภาษาเทวนาครีปัจจุบันหัวสิงห์ได้ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สารนาท


กุฏิพระยสะ  แสวงบุญอินเดียและเนปาล

อยู่ในกุล่มซากอาคารดังกล่าว ตามพุทธประวัติพระยสะ เป็นหนึ่งในมหาเถระลำดับแรกๆของพระพุทธเจ้าซึ่งได้รับการบรรพชาโดยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา โดยเป็นพระสงฆ์องค์ที่ 6 ของโลกโดยได้รับการบวชจากพระบรมศาสดาต่อจากกลุ่มพระปัญจวัคคีย์ พระพุทธองค์แสดงธรรมอนุปุพพิกถา จนกระทั่งยสกุลบุตรได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็นพระอรหันต์ในขณะที่เป็นคฤหัสน์ พระพุทธองค์ประทานบวชเอหิภิกขุอุปสัมปทาต่อมาพระยสะได้ชักชวนเพื่อนเก่า 54 คนมาฟังธรรมทั้งหมดได้บรรลุเป็นพระอรหันต์และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา


พิพิธภัณฑ์สารนาถ  แสวงบุญอินเดียและเนปาล

อยู่ตรงข้ามธัมเมกขสถูป ภายในจัดแสดงวัตถุโบราณ ที่ขุดค้นได้ในสารนาถ มีทั้งพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ รูปปั้นเทวรูป ตามศาสนาฮินดูและศาสนาพราหมณ์ ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้สอยในยุคก่อนนอกจากนี้ยังมีหัวเสาที่เป็นรูปสิงห์ 4 ด้านที่เคยอยู่บนยอดเสาพระเจ้าอโศกมหาราช ประดิษฐานอยู่ภายใน พระพุทธรูปที่สำคัญที่ประดิษฐานในพิพิธภัณฑ์คือ พระพุทธรูปปางปฐมเทศนาเป็นพุทธศิลป์สมัยคุปตะในวงการพุทธศิลป์ถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่สวยงามที่สุด สร้างโดยพระนางกุมารเทวี พระชายาของพระเจ้าโควินทจันทา กษัตริย์ผู้ครองนครกาโนช หรือเมืองลัคเนาว์ในปัจจุบัน ประมาณ พ.ศ. 850 – 1150 ลักษณะมีพระเกศาขมวดเป็นก้นหอยพระเกตุมาลาเป็นมวย พระพักตร์แบบอินเดียประทับนั่งในท่าขัดสมาธิบนพระแท่น พระหัตถ์อยู่ในท่าแสดงธรรม เหนือพระเศียรมีเทวดาโปรยดอกไม้ทิพย์ มีกวาง 2 ตัว หมอบอยู่ข้างๆพระองค์


ท่าทศวเมธ  แสวงบุญอินเดียและเนปาล

ริมฝั่งแม่น้ำคงคา เมืองพาราณสี อินเดีย

ท่าน้ำที่นี่เรียกว่า ท่าทศวเมธ ซึ่งเป็นศูนย์กลางระหว่างแม่น้ำท่าน้ำทั้งหลาย ตามประวัติเล่าว่า พระพรหมทำพิธีบูชายัญด้วยม้า 10 ตัวที่นี่จึงเรียกว่า ทศวเมธ บางตำนานกล่าวว่าคราวเมื่อพระศิวะทะเลาะกับพระพรหมแล้วตัดหัวพระพรหมมาหัวหนึ่งหัวนั้นตกมาที่นี่แล้วอันตรธานหายไปเพราะฉะนั้นเมืองพาราณสีจึงเป็นเมืองของพระฮินดู คือที่ประทับของพระศิวะทำให้ฮินดูทุกคนจากสารทิศพยายามมาที่นี่และถ้ามาตายที่เมืองนี้แล้วก็ไปสวรรค์ได้เลย ท่าทศวเมธ เป็นท่าที่ใช้ประกอบพิธีสำคัญ ด้วยเชื่อว่าเป็นที่พระพรหมมาทำพิธี ทศวเมธ ที่นี่ และมหาตมคานที เมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ก็ได้มาที่พาราณสีหลายครั้งและทำทุกเช้าเย็นจำนำหน้าฝูงชนลงมาสวดมนต์ที่ท่า ทศวเมธนี้


ท่ามณิกรรณิการ์ฆาต  แสวงบุญอินเดียและเนปาล

เป็นท่าศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดของท่าในแม่น้ำคงคา พิธีการใหญ่ๆ เกี่ยวข้องกับสวรรค์จะทำกันที่นี่ โดยเฉพาะการเผาศพในคัมภีร์ปุรณะกล่าวว่า พระศิวะเสด็จมาที่นี่และต่างหูของพระองค์หลุดตกลงที่นี่ จึงได้ชื่อว่า “มณีกรรณิการ์” ตามชื่อต่างหูนั้น ความศักดิ์สิทธิ์ของท่าแห่งนี้ ทุกคนต้องการให้ศพของตนได้มาเผา ณ ท่าแห่งนี้ และทุกคนก็พยายามมาอาบน้ำที่ท่านี้ด้วย ท่านี้จึงมีทั้งการเผาศพและคนอาบน้ำ เมื่อเผาศพแล้วไหม้หมดหรือไม่หมดก็ตามก็จะกวาดลงแม่น้ำไปทั้งหมด การทำศพของชาวฮินดูไม่มีการบรรจุลงโลง ใช้วิธีมัดตราสังข์ศพแล้วพันด้วยผ้าขาวยกขึ้นแคร่ไม้ไผ่หามไปเผาที่ริมน้ำเลยทีเดียว วิธีการเผาก็นำฟืนท่อนใหญ่ๆ เรียงเป็นกองสี่เหลี่ยมวางศพบนกองฟืน เอาฟืนวางทับราดน้ำมันแล้วจุดไฟ ญาติมิตรก็มารุมล้อมหลั่งน้ำตาอาลัยกันตรงนั้น เมื่อกองไฟมอดญาติผู้ตายจะระบายกระดูกและเถ้าถ่านลงแม่น้ำคงคาไป ศพอื่นที่คอยอยู่ก็เข้ามาแทนที่ ไฟที่จุดต่อๆ กันนี้นับเนื่องได้ 4,000 ปี แล้วไม่เคยดับ


เมืองกุสินารา แสวงบุญอินเดียและเนปาล

สถูปปรินิพพาน เมืองกุสินารา อินเดีย 


ตั้งอยู่ : ตำบลมถากัวร์ อำเภอกุสินคร จังหวัดเดวเย หรือ เทวริยา รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย กุสินารา เดิมชื่อ กุสาวดี เป็นที่ตั้งของสังเวชนียสถานแห่งที่ 1 ใน 4 ในสมัยพุทธกาลเป็นเมืองเอกหนึ่งในสองของแคว้นมัลละ อยู่ตรงข้ามฝั่งแม่น้ำคู่กับเมืองปาวา เป็นที่ตั้งของ สาลวโนทยาน หรือป่าไม้สาละที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานและเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า มีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า มาถากุนวะระกาโกฏ ซึ่งแปลว่า ตำบลเจ้าชาย โดยในสมัยนั้นแคว้นมัลละแยกเป็นสองส่วน คือ ฝ่ายเหนือมีเมืองกุสินาราเป็นเมืองหลวง เจ้าปกครองเรียกว่า "โกสินารกา" และฝ่ายใต้มีเมืองปาวาเป็นเมืองหลวง เจ้าปกครองเรียกว่า "ปาเวยยมัลลกะ" ทั้งสองเมืองนั้นตั้งอยู่ห่างกันเพียง 12 กิโลเมตร โดยมีแม่น้ำหิรัญญวดีคั่นตรงกลาง กุสินารานั้นเมื่อเปรียบเทียบกับแคว้นอื่น ๆ ในสมัยพุทธกาล จัดว่าเป็นแคว้นเล็ก ไม่ค่อยมีความสำคัญมากนักในด้านเศรษฐกิจ สถานที่ปรินิพพานของพระพุทธองค์อยู่ในพระราชอุทยานของเจ้ามัลละฝ่ายเหนือแห่งกุสินารา ภายในสาลวโนทยาน แปลว่า สวนป่าไม้สาละ ป่าแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำหิรัญญวดี เป็นป่าไม้สาละร่มรื่น ซึ่งหลังการปรินิพพานของพระพุทธองค์แล้ว กษัตริย์แห่งมัลละก็ได้ประดิษฐานพระพุทธสรีระไว้ ณ เมืองกุสินาราเป็นเวลากว่า 7 วัน ก่อนที่จะประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ มกุฏพันธนเจดีย์การที่พระพุทธองค์ทรงเลือกเมืองกุสินาราอันเป็นเมืองเล็กแห่งนี้เป็นสถานที่ปรินิพพาน มีหลายสาเหตุ คือ 1. เพื่อแสดงมหาสุทัสสนะสูตร ชนอันมากเมื่อฟังธรรมของพระตถาคตแล้วจักสำคัญกุศลว่าควรกระทำ 2. เพื่อโปรดปัจฉิมสาวก คือ สุภัททปริพาชก ให้บรรลุมรรคผลนิพพาน 3. เพื่อให้โทณพราหมณ์จัดระงับของพิพาท และทำหน้าที่แจกพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งก็เป็นความจริงเพราะหลังพระพุทธองค์ปรินิพพาน เจ้าผู้ครองแคว้นต่าง ๆ ก็ได้ยกกองทัพหลวงของตนมาล้อมเมืองกุสินาราเพื่อจะแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ นครต่างๆรวม 8 แคว้น ได้แก่ พระเจ้าอชาตศัตรู เมืองมคธกษัตริย์ลิจฉวี เมืองเวสาลี กษัตริย์ศากยะ เมืองกบิลพัสดุ์ กษัตริย์ฟูลี เมืองอัลกัปปะ กษัตริย์โกลิยะ เมืองรามคาม มหาพราหมณ์ เมืองเวฏฐทีปกะ กษัตริย์มัลละ เมืองปาวา เจ้ามัลละเมืองกุสินารา ส่วนโทณพราหมณ์ได้ของตวงพระบรมสารีกธาตุไป กุสินาราหลังพุทธปรินิพพานแล้ว เมืองกุสินารากลายเป็นเมืองสำคัญศูนย์กลางแห่งการสักการะบูชาของพุทธศาสนิกชน


พระสถูปปรินิพพาน  แสวงบุญอินเดียและเนปาล

สถูปปรินิพพาน เมืองกุสินารา อินเดีย 


พระเจ้าอโศกมหาราชเคยเสด็จมายังสถานที่ปรินิพพาน ณ เมืองกุสินาราแห่งนี้ และได้บริจาคพระราชทรัพย์จำนวนหนึ่ง โปรดดำริให้ก่อสร้างพระสถูปขนาดใหญ่ขึ้น ณ สถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ภายใต้ต้นสาละทั้งคู่ เมื่อวันเพ็ญวิสาขบูชา โดยสร้างคร่อมพระแท่น พร้อมด้วยต้นสาละนั้นเอง มีลักษณะทรงบาตรคว่ำ สูงราว 25 เมตร บนยอดมีฉัตร 6 ชั้นสถูปปรินิพพานนี้มีการบูรณะกันหลายสมัยด้วยกำลังแห่งศรัทธา จึงทำให้สถูปแห่งนี้สูงใหญ่ขึ้นโดยเฉพาะเมื่อปีพ.ศ. 2470 พุทธศาสนิกชนชาวพม่าได้มาบูรณะครั้งใหญ่

วิหารปรินิพพาน แสวงบุญอินเดียและเนปาล

สถูปปรินิพพาน เมืองกุสินารา อินเดีย 

พระวิหารนี้อยู่ด้านหน้าพระสถูปทรงบาตรคว่ำภายในมีพระพุทธรูปปางอนุฏฐานไสยาสน์ (ปรินิพพาน) ขนาดใหญ่สลักศิลาล้วน ยาวประมาณ 7 เมตร  ศิลปะมถุรา มีอายุกว่า 1,500 ปี ในจารึกระบุผู้สร้างคือ หริพละสวามี โดยนายช่างชื่อ ทินะ ชาวเมืองมถุรา ในปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ถือได้ว่าเป็นจุดหมายสำคัญที่ชาวพุทธจะมาสักการะ เพราะเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะอันพิเศษคือเหมือนคนนอนหลับธรรมดา แสดงให้เห็นว่าพระพุทธองค์ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานจากไปอย่างผู้หมดกังวลในโลกทั้งปวง


มกุฏพันธนเจดีย์  แสวงบุญอินเดียและเนปาล

มกุฏพันธนเจดีย์  เมืองกุสินารา  อินเดีย 

มกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระนั้น ปัจจุบันมีชื่อท้องถิ่นว่า รามภาร์- กา-ดีลา (rambhar ka tila) ในพุทธกาล เป็นที่ประกอบพิธีอภิเษกในการเข้ารับตำแหน่งเป็นผู้บริหารบ้านเมือง มัลลกษัตริย์ได้ยกขึ้นเป็นที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ โดยตั้งเชิงตะกอนไม้แก่นจันทร์สูง 120 ศอก ขึ้นในบริเวณมกุฏพันธนเจดีย์ เมื่อถวายพระเพลิงขึ้นแต่ไม่ติด จนกระทั่งพระมหากัสสปะ พระสาวกผู้ใหญ่เดินทางมาถึงจึงสามารถจุดเพลิงได้ เจดีย์ปัจจุบันได้สร้างขึ้นมาภายหลังการถวายพระเพลิง ท่ามกลางทาง ๔ แพร่ง สถูปนั้นปัจจุบันชาวบ้านเรียกว่า รามาภาร์ บันทึกของหลวงจีน ถังซำจั๋ง กล่าวไว้ว่า เห็นวิหารใหญ่หลังหนึ่งชื่อ มกุฏพันธนเจดีย์ มีภิกษุอยู่ในวิหารนี้ถึง 100 รูปผู้ค้นพบสถูปมกุฏพันธนเจดีย์ คือ ท่าน หิรนันท์ ศาสตรี พบในปี ค.ศ. 1910 (พ.ศ. 2443) องค์สถูปเดิมเป็นเนินดิน ในปี ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2483) ได้มีการขุดรอบบริเวณฐานของสถูปและบูรณะซ่อมแซมเสริมให้มีความสมบูรณ์กาลเมื่อพระพุทธศาสนาเสื่อมทรุดลง ก็เป็นเหตุให้ทรุดโทรมลงไปด้วยตามลำดับ


วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์  แสวงบุญอินเดียและเนปาล

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา อินเดีย 

พุทธบริษัทชาวไทยร่วมใจกันสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2537 เพื่อน้อมเป็นพุทธบูชาและเฉลิมพระเกียรติการครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ในดินแดนพุทธภูมิในความอำนวยการของพระสุเมธาธิบดี อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์มีนายจุมพล โพธิ์ศรีวิสุทธิกุลกับพุทธบริษัทชาวไทยได้ถวายศาสนูถัมภ์และการดำเนินงานของพระราชรัตนรังษี(วีรยุทโธ)ทั้งนี้มีสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี ร่วมดูแล สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เสด็จเป็นองค์ประธานประกอบพิธียกช่อฟ้า ตัดลูกนิมิตเมื่อวันที่ 21 – 22 กุมภาพันธ์ 2542 และได้มีพิธีผูกพันธสีมาตามพระบรมพุทธานุญาต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อวัดว่า วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ พระราชทานนามพระพุทธรูป องค์พระประธานในพระอุโบสถว่า พระพุทธสยัมภูญาณ พร้อมด้วยพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ภาพทรงผนวช ฉัตร 3 ชั้น ภาพพระมหาชนก ภาพพระราชกรณียกิจ ตราสัญลักษณ์ครองราชย์ 50 ปี ตราสัญลักษณ์สมโพชพระชนมายุ 6 รอบ 72 พรรษา

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา อินเดีย 

และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. เพื่อประดิษฐานไว้ที่หน้าบันพระอุโบสถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบราราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ ทรงประกอบพิธีว่างศิลาฤกษ์พระมหาเจดีย์ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2544 และเสด็จแทนพระองค์ประกอบพิธีสมโภชน์พระมหาเจดีย์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2548 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อว่า พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์มีการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เช่นการปฏิบัติกรรมฐาน รักษาศีล และให้การสงเคราะห์ด้วยการเปิดสถานรักษาพยาบาลกุสินาราคลินิก ตรวจรักษาคนยากจน ผู้ด้อยโอกาสประมาณวันละ 250 – 300 คน มีนายแพทย์และเภสัชกรทำงานทุกวันไม่เลือกชั้นวรรณะเปิดพิเศษรักษาฟรีในวันพระสิบห้าค่ำ สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและเด็กที่อายุไม่เกิน 6 ขวบ ฯพณฯ นายธวัชชัย ทวีศรี เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ได้ประกอบพิธีเปิดเมื่อ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2543 และขณะนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาล ขนาด 30 เตียง ปัจจุบันมีพระราชรัตนรังษี เป็นประธานสงฆ์พร้อมด้วยภิกษุจำพรรษาจำนวนมากกว่าปีละ 20 รูป
 

เมืองสาวัตถี  แสวงบุญอินเดียและเนปาล

วัดเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี อินเดีย 
สาวัตถี คือเมืองโบราณในสมัยพุทธกาล มีความสำคัญในฐานะที่เป็นเมืองหลวงของแคว้นโกศล 1 ใน แคว้นมหาอำนาจใน 16 มหาชนบทในสมัยพุทธกาล เมืองนี้รุ่งเรืองจากการที่เป็นชุมนุมการค้าขาย การทหาร เป็นเมืองมหาอำนาจใหญ่ควบคู่กับเมืองราชคฤห์แห่งแคว้นมคธในสมัยโบราณ ปัจจุบันเมืองนี้เหลือเพียงซากโบราณสถาน คนอินเดียในปัจจุบันลืมชื่อเมืองสาวัตถี (ในภาษาบาลี) หรือ ศราวัสตี (ในภาษาสันสกฤต) ไปหมดแล้ว คงเรียกแถบตำบลที่ตั้งเมืองสาวัตถีนี้เพียงว่า สะเหต-มะเหต (Saheth-Maheth) ปัจจุบัน สะเหต-มะเหต ตั้งอยู่ในรัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย เมืองสวัตถีในสมัยพุทธกาลเป็นเมืองที่ใหญ่พอกับเมืองราชคฤห์และพาราณสี เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าขายในสมัยพุทธกาล โดยในสมัยนั้นเมืองสาวัตถีมีพระเจ้าปเสนทิโกศลปกครองร่วมสมัยกับพระเจ้าพิมพิสาร นอกจากนี้เมืองสาวัตถีนับว่าเป็นเมืองสำคัญในการเป็นฐานในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าที่สำคัญ สาวัตถี ปัจจุบันยังมีซากโบราณสถานที่สำคัญปรากฏร่องรอยอยู่ คือวัดเชตวันมหาวิหาร บริเวณวังของพระเจ้าปเสนทิโกศล, บ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี บ้านบิดาขององคุลีมาล สถานที่พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ (หน้าวัดพระเชตวันมหาวิหาร), ที่แสดงยมกปาฏิหาริย์ เป็นต้น มีมหาอุบาสกมหาอุบาสิกาหลายคน เช่น อนาถบิณฑิกะเศรษฐี, นางวิสาขามหาอุบาสิกา ซึ่งมีความเคารพรักศรัทธาสร้างมหาสังฆารามวัดเชตวันมหาวิหาร (ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี) และวัดบุพพารามมหาวิหาร (ของนางวิสาขา) และให้การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ด้วยเหตุหลายประการดังกล่าว พระพุทธเจ้าจึงเสด็จมาประทับที่เมืองนี้มากที่สุด โดยมาทรงประทับอยู่ถึง 25 พรรษา โดยแบ่งเป็น 19 พรรษาที่วัดเชตวันมหาวิหาร และอีก 6 พรรษาที่วัดบุพพารามเนื่องด้วยพระพุทธองค์ประทับที่เมืองสาวัตถีนานที่สุด จึงทำให้เป็นเมืองที่เกิดพระสูตรมากมาย


วัดเชตวันมหาวิหาร  แสวงบุญอินเดียและเนปาล

วัดเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี อินเดีย 

วัดพระเชตวัน สร้างโดยท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี โดยวันหนึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้เดินทางไปค้าขายที่กรุงราชคฤห์ พร้อมเกวียน 500 เล่ม ได้พักที่บ้านราชคฤห์เศรษฐี ซึ่งกำลังเตรียมการเลี้ยงพระพุทธเจ้าและสงฆ์สาวกในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ทรงเกิดความปิติอุทานว่า พุทโธ โลเก อุปปนโน พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก เมื่อจวนจะสว่างแล้วท่านได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งทรงแสดงอนุปุพพิกถา แก่เศรษฐีจนบรรลุโสดาบันแสดงตนเป็นอุบาสกเมื่อกลับมาถึงเมืองสาวัตถีแล้วก็หาสถานที่ถวายวัดเชตวัน พบว่าสวนเจ้าเชตกุมารมีความเหมาะสมมาก จึงขอซื้อซึ่งเจ้าเชตกุมารก็ไม่ได้ขัดข้องแต่ต้องเสนอราคาที่ดินโดยให้นำทองคำมาปูเรียงกันให้ทั่วสวน อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ขนทองคำบรรทุกเกวียนมากองเรียงกันจนทั่วสวน จนทำให้เจ้าเชตศรัทธายอมขายสวนให้ในราคาที่ต่ำเพราะประสงค์จะร่วมทำบุญ ดังนั้นจึงได้สร้างซุ้มประตูจารึกชื่อเจ้าเชตจึงเป็นที่มาของชื่อวัด เชตะวันมหาวิหาร ปัจจุบันซากหมู่เจดีย์และวิหารที่ขุดพบมีความสอดคล้องกับเรื่องราวในพุทธประวัติที่อ้างถึงหมู่กุฎีของพระศาสดาสมัยพุทธกาล หมู่พระเจดีย์ ธรรมศาลา ฯลฯ มีการจัดระบบประตูเป็นชั้นๆประตูชั้นแรก ประชาชนและอาคันตุกะทั่วไปเดินทางมาวัดได้ ประตูที่สองอยู่ส่วนกลางเป็นส่วนของพระสงฆ์ผู้อยู่จำพรรษา ส่วนประตูด้านในสุดอยู่ด้านพระราชวัง ประตูนี้จะเปิดเมื่อพระราชาหรือราชวงศ์เสด็จเท่านั้น ส่วนการจัดผังอาคาร แบ่งเป็นที่รับรองอาคันตุกะและสำนักงานจัดเป็นที่สักการบูชา เช่น อานันทโพธิ์ และที่พักของพระสงฆ์อัครสาวก พระเถระผู้ใหญ่ สำหรับเขตที่ประทับจำพรรษาเป็นเขตพุทธาวาสก่อนเข้าไปมีกุฎีพระพุทธอุปัฎฐากทำหน้าที่จัดวาระคัดกรองผู้เข้าเฝ้า ส่วนสุดท้ายคือ โรงธรรมสภาและสังฆสภา สำหรับต้นโพธิ์อานนท์ เป็นต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าทรงโปรดให้นำกิ่งที่พุทธคยามาปลูก โดยอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นผู้ปลูก ซึ่งพระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ที่ต้นโพธิ์นี้คืนหนึ่ง ที่เรียกว่า อานันทโพธิ์ เพราพระอานนท์เป็นผู้ดูแล รดน้ำให้เจริญเติบโตต้นโพธ์นี้ อีกตำนานนึ่งกล่าวว่าพระพุทธองค์ให้ปลูกต้นโพธิ์นี้เป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์เมื่อพระองค์ไม่ทรงประทับอยู่ที่กรุงสาวัตถี แต่บางคนเชื่อว่าเป็นเพราะพระอานนท์บรรลุพระอรหันต์ใต้ 


วัดบุพพาราม  แสวงบุญอินเดียและเนปาล


ตั้งอยู่บนริมฝั่งแม่น้ำอจิรวดี สร้างโดยนางวิสาขามหาอุบาสิกาพระพุทธองค์ทรงใช้เป็นที่ประทับสลับกับวัดเชตะวันมหาวิหาร เล่ากันว่ามีการสร้างเป็นโลหะปราสาทสูง 2 ชั้น ชั้นละ 500 ห้อง ซึ่งเป็นแบบอย่างในการสร้างโลหะปราสาทอีกสองแห่ง คือ ประเทศ ศรีลังกา และประเทสไทย แต่น่าเสียดายในปัจจุบันไม่ได้มีการขุดค้น เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นหมู่บ้านของชาวฮินดู


อนาถบิณฑิกเศรษฐี  แสวงบุญอินเดียและเนปาล

อนาถบิณฑิกเศรษฐี  เมืองสาวัตถี อินเดีย 

อยู่ในบริเวณพระราชวังของพระเจ้าปเสนทีโกศล เลยพระวิหารเชตะวันไปประมาณ 3 กิโลเมตร โบราณสถานขนาดใหญ่ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นบ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี โบราณสถานแห่งนี้สร้างด้วยอิฐ เรียงเป็นชั้นลดหลั่นกันไป มีบันใดขึ้นถึงยอดแม้ตรงกลางจะแบ่งเป็นช่องคล้ายห้องแต่ไม่ปรากฏว่ามีการอยู่อาศัย แต่น่าจะเป็นสถูปที่สร้างครอบบ้าน
 

บ้านองคุลีมาล  แสวงบุญอินเดียและเนปาล
 

บ้านพ่อองคุลีมาล เมืองสาวัตถี อินเดีย 

อีกสถานที่หนึ่งที่กำลังบูรณะ อยู่โพรงแคบๆเป็นทางที่ลอดไปด้านในทะลุเป็นห้องกว้างปิดทึบสี่ด้าน ด้านบนเปิดโล่งถึงยอดอาคาร นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเป็นสถูปอนุสรณ์สำหรับองคุลีมาล สาวกที่เคยฆ่าคนถึง 999 คน และตัดนิ้วมาร้อยเป็นพวงมาลัยคล้องคอจนพบพระพุทธเจ้า ซึ่งแสดงถึงพระธรรมเทศนาโปรดองคุลีมาล จนเป็นพระอรหันต์


พุทธอุทยานลุมพินีวัน  แสวงบุญอินเดียและเนปาล


ลุมพินีวัน (อังกฤษ: Lumbini) เป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญแห่งที่ 1 ใน 4 สังเวชนียสถานของชาวพุทธ เป็นสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ซึ่งต่อมาตรัสรู้เป็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ที่อำเภอไภรวา แคว้นอูธ ประเทศเนปาล เป็นพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบลเพียงแห่งเดียวที่อยู่นอกประเทศอินเดีย ลุมพินีวัน เดิมเป็นสวนป่าสาธารณะหรือวโนทยานที่ร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน ในสมัยพุทธกาลลุมพินีวันตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเมือง กบิลพัสดุ์กับเมืองเทวทหะ ในแคว้นสักกะ บนฝั่งแม่น้ำโรหิณี หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชได้โปรดให้สร้างเสาหินขนาดใหญ่มาปักไว้ตรงบริเวณที่ประสูติ เรียกว่า เสาอโศก ที่จารึกข้อความเป็นอักษรพราหมีว่าพระพุทธเจ้าประสูติที่ตรงนี้ ปัจจุบันลุมพินีวันอยู่ในเขตประเทศเนปาล ติดชายแดนประเทศอินเดียทางเหนือเมืองโคราฆปุระ ห่างจากสิทธารถนคร (หรือ นครเทวทหะ) ทางทิศตะวันตกประมาณ 22 กิโลเมตร และห่างจากเมืองติเลาราโกต (หรือ นครกบิลพัสดุ์) ทางทิศตะวันออก 22 กิโลเมตร ซึ่งถูกต้องตามตำราพระพุทธศาสนาที่กล่าวว่าลุมพินีวันสถานที่ประสูติ ตั้งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์และเมืองเทวทหะ ปัจจุบัน ลุมพินีวันมีเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ ทางการเรียกสถานที่นี้ว่า รุมมินเด มีสภาพเป็นชนบท มีผู้อาศัยอยู่ไม่มาก มีสิ่งปลูกสร้างเป็นพุทธสถานเพียงเล็กน้อย แต่มีวัดพุทธอยู่ในบริเวณนี้หลายวัด รวมทั้งวัดไทยลุมพินี ลุมพินีวันได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540


ลุมพินีวันในสมัยพุทธกาล  แสวงบุญอินเดียและเนปาล
 

ลุมพินีวันอยู่ในเขตแห่งดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีป ตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ เมืองหลวงของพระเจ้าสุทโธทนะ และกรุงเทวทหะ เมืองหลวงของพระเจ้าชนาธิป เป็นพระราชอุทยานลาดลุ่มร่มรื่นกึ่งกลางระหว่างทางสำหรับพักผ่อนหย่อนใจของกษัตริย์และประชาชน สภาพของลุมพินีวันในสมัยนั้นอาจจะพิจารณาได้จากคัมภีร์วิสุทธชนวิลาสินี อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน ได้พรรณนาเป็นภาษาบาลีไว้ว่า "ทวินฺนํ ปน นครานํ อนฺตเร อุภยนครวาสีนมฺปิ ลุมพินีวนํ นาม มงฺคลสาลวนํ อตฺถิ, ตสฺมึ สมเย มูลโต ปฏฺฐาย ยาว อคฺคสาขา สพฺพํ เอกปาลิผุลฺลํ อโหสิ สาขนฺตเรหิ เจว ปุปฺผนฺตเรหิ จ ปญฺจวณฺณา ภมรคณา นานปฺปการา จ สกุณสงฺฆา มธุรสฺสเรน วิกูชนฺตา สกลํ ลุมฺพินีวนํ จิตฺตลตาวนสทิสํ ฯ " แปลว่า: "ในระหว่างเมืองทั้งสอง มีป่าสาละชื่อลุมพินีวันอันเป็นมงคล สมัยนั้นสาละทั้งหมดล้วนมีดอกออกสะพรั่งเป็นแนวเดียวกัน แต่รากจนสุดปลายกิ่ง ตามกิ่งก้านสาขาและดอกนั้นล้วนมีหมู่ภมรนานาชนิด และหมู่นกหลากหลายชนิดส่งเสียงกู่ร้องประสานสำเนียง ดังทั่วทั้งป่า ลุมพินีวันนั้นจึงประดุจเช่นเดียวกับสวนจิตรลดา หลังจากการประสูติของพระพุทธองค์แล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานอื่นว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จมา ณ ที่แห่งนี้แต่อย่างใด พระเจ้าอโศกมหาราชได้เสด็จนมัสการพุทธสังเวชนียสถานทั่วทั้งชมพูทวีป พร้อมด้วยพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ (หรือพระอุปคุต) ได้เสด็จมานมัสการ ณ ลุมพินีนี้ พระองค์โปรดฯ ให้พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระนำทางและชี้จุดที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ แล้วทรงสร้างอาราม พระเจดีย์และเสาศิลาจารึกไว้เป็นสัญลักษณ์ว่า ลุมพินีวันนี้มีความสำคัญอย่างไร ซึ่งเสาศิลาหินทรายของพระเจ้าอโศกยังคงตั้งอยู่ ณ ที่เดิมจนถึงปัจจุบัน สระสรงสนาน และ มหามายาเทวีวิหาร หลังการบูรณะหลังจากยุคของพระเจ้าอโศกมหาราช เรื่องราวของลุมพินีวันได้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาเกือบ 700 ปี โดยไม่ปรากฏหลักฐานเอกสารที่สามารถสืบค้นถึงความเป็นไปของลุมพินีวันในช่วงนี้ได้ จวบจน พ.ศ. 2438-2439 เซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮมและคณะ ได้ค้นพบเสาศิลาพระเจ้าอโศกซึ่งถูกฝังดินไว้และพบจารึกเป็นอักษรพราหมีระบุว่าที่แห่งนี้คือสถานที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ จากนั้นจึงเริ่มมีการขุดค้นทางโบราณคดี โดยพบซากปรักหักพังจำนวนมาก ซากสถูปกว่า 50 องค์ และซากวิหารอาราม มีอายุตั้งแต่สมัยราชวงศ์โมริยะ ราชวงศ์ศุงคะ ราชวงศ์กุษาณะ และสมัยคุปตะ (ประมาณ พ.ศ. 300 - พ.ศ. 950)


พุทธอุทยานประวัติศาสตร์ของโลก  แสวงบุญอินเดียและเนปาล


ลุมพินีวันได้รับการพัฒนาจากชาวพุทธทั่วโลก โดยเฉพาะจากโครงการฟื้นฟูพุทธสถานลุมพินีวันให้เป็น "พุทธอุทยานทางประวัติศาสตร์ของโลก" ซึ่งเป็นดำริของ ฯพณฯ อู ถั่น ชาวพุทธพม่า ในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ท่านตั้งใจเริ่มโครงการฟื้นฟูให้ลุมพินีวันเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวพุทธบนพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้ากว่า 6,000 ไร่ (ขนานตามแนวเหนือใต้) แบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนสำหรับปลูกป่าและสร้างวัดพุทธนานาชาติจากทั่วโลกกว่า 41 ประเทศ โดยโบราณสถานลุมพินีวันตั้งอยู่ทางด้านใต้ ปัจจุบัน มีวัดไทยและวัดพุทธทั่วโลกไปสร้างอยู่จำนวนมากและมีขนาดใหญ่โต เพื่อรองรับพุทธศาสนิกชนที่มาสักการะแสวงบุญในปี พ.ศ. 2540 ลุมพินีวันได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก ภายใต้ชื่อ "ลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า" ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 21 ที่เมืองนาโปลี ประเทศอิตาลี อีกด้วย


เขตพุทธสถานแบ่งเป็น 3 เขต คือ แสวงบุญอินเดียและเนปาล
 

เขตศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่บริเวณวิหารพระนางมายาเทวี หรือบริเวณ เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช มีคูกั้นโดยรอบเพื่อป้องกันน้ำท่วม  เขตสิ่งก่อสร้างสำหรับวัดพุทธนานาชาติ ทั้งมหายาน และเถรวาท รวมทั้งสร้างศูนย์ศึกษาค้นคว้าวิจัยทางพระพุทธศาสนา ห้องสมุด และพิพิธภัณฑ์  เขตหมู่บ้านลุมพินีใหม่ เป็นเขตที่พักสำหรับผู้แสวงบุญ ร้านอาหาร โรงแรม ที่พัก โรงเรียน และ หมู่บ้าน
 

มหามายาเทวีมหาวิหาร  แสวงบุญอินเดียและเนปาล

มหามายาเทวีมหาวิหาร  สวนลุมพินี เนปาล 

เชื่อกันว่าสร้างในสมัยพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานและสร้างต่อเติมกันมาตลอดจนถึงศตวรรษที่ 18 เมื่อขุดลึกลงไปพบซากห้องสี่เหลี่ยม 15 ห้อง สันนิษฐานว่าเป็นที่พำนักและห้องวิปัสสนาของพระสงฆ์สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ภายในวิหารซึ่งพุทธศาสนิกชนชาวญี่ปุ่นสร้างให้ครอบพุทธสถานแห่งนี้ มีรูปสลักหินทรายแดงภาพพุทธประวัติปางประสูติ คือพระพุทธมารดาทรงประทับใต้ต้นสาละ ทรงเหนี่ยวกิ่งสาละด้วยพระหัตถ์ขวามีเจ้าชายสิทธัตถะทรงออกมาทางพระปัสสะขวาของพระมารดา รายล้อมด้วยพระนางประชาบดีโคตรมี พระญาติและบริวาร ท่าวมหาพรหมได้น้อมรับพระกุมารน้อยนำพระกุมารน้อยถวายแก่พระมารดา ต่อมาปี พ.ศ. 2535 ได้ขุดค้นแผ่นศิลาในบริเวณห้องเล็กติดกับห้องวิปัสสนามีร้อยคล้ายรอยพระบาท วางอยู่บนแท่นหิน ซึ่งสันนิษฐานว่าพระเจ้าอโศกมหาราชสร้าง เพื่อแสดงตำแหน่งที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ ไม่ใช่รอยพระบาทแท้จริง


เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช  แสวงบุญอินเดียและเนปาล

 

มหามายาเทวีมหาวิหาร  สวนลุมพินี เนปาล 

พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งรัฐมคธเป็นพระมหาราชายิ่งใหญ่สุดด้านการทหาร ขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ. 236 สามารถขยายอาณาเขตได้กว้างใหญ่ไพศาล อย่างไรก็ดีในการทำสงครากับรัฐกลิงคะ ส่วนหนึ่งของรัฐโอริสสาในปัจจุบัน แม้ทรงเอาชนะได้แต่ก็มีทหารและประชาชนล้มตายหลายแสนคน จึงทรงสลดพระทัยและหันมานับถือพุทธศาสนาและทรงเผยแผ่พระศาสนาโดยสร้างวัดจำนวนมากมาย ตามตำนานเล่าว่ามีถึง 84000 วัด ส่งพระสมณฑูตไปเผยแผ่ศาสนาในที่ต่างๆรวมทั้งสร้างเสา

 

มหามายาเทวีมหาวิหาร  สวนลุมพินี เนปาล 

หินจำนวนมากแสดงที่ตั้งสำคัญทางพุทธศาสนาและทรงเป็นประธานในการทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 ที่นครปาฏลีบุตรหรือปัตนะในปัจจุบัน พระเจ้าอโศกเสด็จมาลุมพินีพร้อมด้วยพระโมคัลลา ได้ทรงสร้างเสาหินจารึกด้วยอักษรพราหมี แปลได้ว่า    พระเจ้าเทวานัมปิยะทัสสี(พระเจ้าอโศกมหาราช)ทรงเสวยราชย์ได้ 20 ปี พระองค์ได้เสด็จมาด้วยพระองค์เอง ทรงกระทำสักการบูชา ณ ที่นี้ พระองค์ทรงให้ทำศิลาเป็นรูปวิคฑะ เพื่อเป็นเครื่องหมายว่า ศากยมุนี ได้ทรงอุบัติขึ้น ณ ที่นี้ และลุมพินีวันนี้เอง ที่พระองค์โปรดให้งดเก็บภาษีหรือส่วยอากรและโปรดให้เก็บเอาเพียงพืชผล 1 ใน 8 ส่วนเท่านั้น
 

สระโบกขรณี  แสวงบุญอินเดียและเนปาล

  สวนลุมพินี เนปาล 

เป็นที่สรงสนานของพระนางสิริมหามายาเทวีก่อนจะให้ประสูติกาลพระกุมารและหลังการประสูติ ที่ขอบสระน้ำทำเป็นรูปขั้นบันไดโดยรอบลงไปถึงน้ำ มีท่อน้ำไหลลงสู่สระน้ำแห่งนี้ ปัจจุบันทางการเนปาลได้ทำการบูรณะรักษไว้เป็นอย่างดี ตามบันทึกของพระถึมซังจั๋ง บันทึกว่า ที่นั่นเป็นบ่อน้ำสำหรับเป็นสระสรงสนานของชาวศากยวงศ์ น้ำในบ่อใสสะอาดดูราวกระจก จากนี้ไปทางทิศเหนือประมาณ 40 – 50 ก้าว มีต้นอโศก ซึ่งปัจจุบันแห้งเหี่ยวไปแล้วที่นี่เป็นสถานที่ประสูติของพระศากยมุนีโพธิสัตว์
 

วัดไทยลุมพินี  แสวงบุญอินเดียและเนปาล

วัดไทยลุมพินี เนปาล 

สร้างขึ้นด้วยงบประมาณแผ่นดิน และเงินทำบุญของชาวพุทธโดยมติขอคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2535 โดยทำสัญญาเช่าที่ดิน 2 แปลง เนื้อที่ 13 ไร่เศษ เป็นเวลา 99 ปี จากรัฐบาลเนปาลก่อสร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2538 โดยสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายกเสด็จมาประกอบพิธีวางศิลากฤษ์ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2538 ต่อมามหาเถรสมาคมได้มอบให้วัดไทยพุทธคยาเป็นผู้จัดส่งพระธรรมทูตไทยในประเทศอินเดีย ได้มอบให้พระราชรัตนรังสี เป็นหัวหน้าคณะพร้อมด้วยพระภิกษุจากวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ มาเป็นผู้ดูแลการก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2542 จากนั้นได้พระธรรมฑูตที่ผ่านการฝึกอบรมจากโครงการอบรมพระธรรมฑูตสายต่างประเทศของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมาประจำปีละ 10 รูป เป็นอย่างน้อย พร้อมกับพระและสามเณรชาวเนปาล

cheekyแล้วเจอกันนะค่ะ กัลยาณมิตรทุกท่าน สนใจสอบsmileyถามเพิ่มเติมได้ที่ 0813534521 หรือ 0863190294

ข้อมูลท่องเที่ยวประเทศอินเดีย สังเวชนียสถาน แคชเมียร์ สิกขิม เดลี อัครา ทัชมาฮาล ชัยปุระ อชันตา เอลโลรา ราชสถาน เลห์ ลาดัก ขชุรโห ฤษีเกศ หริทวาร อินเดียใต้ ทมิฬนาฑู อัมริตสา ธรรมศาลา มะนาลี ชิมลา
เที่ยวแคชเมียร์,แคชเมียร์ เที่ยวสิกขิม,สิกขิม เที่ยวเลห์ ลาดัก,เลห์ ลาดัก
เที่ยวเดลี อัคราชัยปุระ,เดลีอัคราชัยปุระ เที่ยวราชสถาน,ราชสถาน เที่ยวอชันตา เอลโลรา,อชันตา เอลโลรา
เที่ยวอัมริตสา ธรรมศาลา มะนาลีชิมลา เที่ยวขชุรโห ฤษีเกศ หริทวาร เที่ยวอินเดียใต้ ทมิฬนาฑู
เที่ยวรัฐอัสสัม,รัฐอัสสัม เที่ยวโอริสสา อินเดีย,โอริสสา อินเดีย เที่ยวปูเณ่ อินเดีย,ปูเณ่
เที่ยวสาญจีสถูป,สถูปสาญจี เที่ยวรัฐอรุณาจัลประเทศ เที่ยวอินเดียใต้ รัฐกรณาฏกะ
เที่ยวอินเดียใต้ เกรละ เที่ยวคุชราต เที่ยวรัฐนาคาแลนด์
เที่ยวรัฐหิมาจัลประเทศ เที่ยวอินเดียใต้ พอนดิเชอร์รี เที่ยวมุมไบ,มุมไบ
เที่ยวมัลดีฟ,มัลดีฟ เที่ยวรัสเซีย,รัสเซีย เที่ยวแสวงบุญอินเดียเนปาล,สังเวชนียสถาน
เที่ยวศรีลังกา,ศรีลังกา เที่ยวเวียดนาม,เวียดนาม เที่ยวลาว,ลาว
เที่ยวเนปาล,เนปาล เที่ยวภูฏาน,ภูฏาน เที่ยวบาหลี บุโรพุทโธ,บาหลี บุโรพุทโธ

 

โปรแกรมทัวร์อินเดีย

ทัวร์แสวงบุญอินเดียเนปาล 8 วัน 7 คืน บินเจ็ทแอร์เวย์

ทัวร์สังเวชนียสถาน 4 ตำบล 8 วัน 7 คืน บินเจ็ทแอร์เวย์

ทัวร์แสวงบุญอินเดียเนปาล ทัชมาฮาล 9 วัน 8 คืน บินแอร์อินเดีย

ทัวร์สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ทัชมาฮาล 9 วัน 8 คืน บินแอร์อินเดีย

ทัวร์เจาะลึกแคชเมียร์ 6 วัน 5 คืน บินแอร์อินเดีย/เจ็ทแอร์เวย์

ทัวร์เจาะลึกแคชเมียร์ 7 วัน 6 คืน บินแอร์อินเดีย/เจ็ทแอร์เวย์

ทัวร์แคชเมียร์ ทัชมาฮาล 8 วัน 7 คืน บินแอร์อินเดีย/เจ็ทแอร์เวย์

ทัวร์แคชเมียร์ ทัชมาฮาล ชัยปุระ 9 วัน 8 คืน บินแอร์อินเดีย/เจ็ทแอร์เวย์

ทัวร์สิกขิม 9 วัน 8 คืน บินเจ็ทแอร์เวย์

ทัวร์เดลี อัครา ทัชมาฮาล ชัยปุระ 5 วัน 4 คืน บินแอร์อินเดีย/เจ็ทแอร์เวย์

ทัวร์ถ้ำอชันตา เอลโลร่า 5 วัน 4 คืน บินเจ็ทแอร์เวย์

ทัวร์เลห์ ลาดัก 7 วัน 6 คืน บินเจ็ทแอร์เวย์

ทัวร์ราชสถาน 11 วัน 10 คืน บินแอร์อินเดีย/เจ็ทแอร์เวย์

ทัวร์สถูปสาญจี

ทัวร์อัมริตสา ธรรมศาลา มะนาลี ชิมลา ฤษีเกศ หริทวาร์ ขชุรโห ออชา 12 วัน 11 คืน

ทัวร์อินเดียใต้ ทมิฬนาฑู รัฐกรณาฏกะ เกรละ พอนดิเชอร์รี

ทัวร์ปูเณ่

ทัวร์มุมไบ

ทัวร์โอริสสา

ทัวร์รัฐหิมาจัลประเทศ

ทัวร์ ขชุรโห ฤษีเกศ หริทวาร

ทัวร์รัฐอัสสัม

ทัวร์รัฐอรุณาจัลประเทศ

ทัวร์คุชราต

ทัวร์รัฐนาคาแลนด์

ทัวร์อินเดีย